โครงสร้างองค์กร
โครงสร้างองค์กรมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ราชูปถัมภ์
โครงสร้างองค์กร
มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
l
กรรมการอำนวยการ
l
กรรมการบริหาร
มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
l
กรรมการอำนวยการ
l
กรรมการบริหาร
l
หน่วยประสานงานกลาง (secretariat)
l
1. ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (Puey Community Learning Centre, PCLC) ในปี 2546 บชท. ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นิยมเรียกสั้นๆ ว่า Puey Center โดยเป็นพัฒนาการต่อเนื่องมาจากศูนย์ฝึกอบรมของมูลนิธิบูรณะชนบทฯ จังหวัดชัยนาท ซึ่งมีมาตั้งแต่เดิม เพื่อเป็นสถานที่ให้บริการจัดประชุม อบรม และสัมมนา แก่หน่วยงานภายนอก โดยมีบริการด้านที่พักและอาหารอย่างพร้อมบริบูรณ์ในราคาประหยัด
ต่อมาได้เพิ่มบริการด้านการจัดฝึกอบรมและการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ตามความต้องการของชุมชน ได้แก่ บริการด้านห้องสมุดเพื่อการศึกษาค้นคว้า จัดทำแปลงสาธิตการเกษตรอินทรีย์ พัฒนากิจกรรมและโครงการนำร่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาดูงานและจัดทำโครงการนำร่องต่างๆ เพื่อถ่ายทอดและเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ ตัวอย่างกิจกรรมต่างๆ มีดังต่อไปนี้
ก. การให้บริการสถานที่สัมมนา ที่พัก อาหาร ที่มีเอกลักษณ์ในด้านความพอเพียง รักษ์สิ่งแวดล้อม อาหารเมนูสุขภาพและปลอดจากสารเคมี
ข. งานฝึกอบรมและให้คำปรึกษา เช่น กระบวนการมีส่วนร่วม และการบริหารจัดการ เป็นต้น
ค. การจัดค่ายฝึกอบรมเยาวชน ที่สำคัญได้แก่ ค่ายตามรอยอาจารย์ป๋วยฯ เพื่อส่งเสริมคุณธรรม ความจริง-ความงาม-ความดี ค่ายเยาวชนสืบสานอาชีพเกษตรกรรม เพื่อปลูกฝัง สร้างทัศนคติ และฝึกปฎิบัติด้านเกษตรอินทรีย์ให้เป็นอาชีพ ค่ายเยาวชนอาสาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานประชุมเชิงสร้างสรรค์และบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น งานวันเด็ก งานวันผู้สูงอายุ เป็นต้น
ง. ศูนย์ข้อมูลเฉพาะเรื่อง เช่น เศรษฐกิจพอเพียง ประชาธิปไตย การสร้างเครือข่าย เป็นต้น
จ. ศูนย์ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีหลายสาขา ที่สำคัญได้แก่
-เผยแพร่แนวคิดและส่งเสริมแนวทางปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งจัดทำแปลงสาธิตการทำเกษตรอินทรีย์ การฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย
-ในปี 2549 สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ได้เลือกศูนย์ป๋วยฯ เป็นพื้นที่ต้นแบบสาธิตการทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ ประจำอำเภอเมือง จังหวัดชัยนาทจัดให้มีอำเภอละ 1 แห่ง รวม 8 แห่ง
-ปฏิบัติการ สร้างและสานเครือข่ายเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ทั้งในและต่างพื้นที่
-ศูนย์ป๋วยฯ ได้เป็นศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพันธมิตร เอ็นทียู ในโครงการอบรมทางไกลผ่านดาวเทียม ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2549 เป็นต้นไป
-ติดต่อประสานงานการดูงานในพื้นที่ ของสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
ฉ. งานพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ได้แก่ การรณรงค์จิตสำนึกอาสาสมัคร การสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การพัฒนาจิตสำนึกเยาวชน ด้านคุณธรรม ความจริง ความงาม และความดี ด้านจริยธรรม และประชาธิปไตย



2. สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม (Rural and Social Management Institute, RASMI)
ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2537 มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานด้านการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาชนบทและสังคม เช่น
-การปรับรูปแบบกองทุนพัฒนาชุมชนเมือง (2534) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
-การปรับปรุงรูปแบบกองทุนเพื่อการพัฒนาชนบท (2537)
-โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง (2547-2550)



3. เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชน (Thai Rural Net, TRN)
เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งที่กำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษาแล้ว มีการนำเทคโนโลยี IT มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับงานพัฒนาชนบท และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน
ความสัมพันธ์ระหว่างมูลนิธิฯ กับ TRN เริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2546 โดยในเบื้องต้น TRNเป็นโครงการพัฒนาชนบทที่อาศัยการสนับสนุนจากแหล่งทุน จึงจำเป็นต้องมีองค์กรที่เป็นนิติบุคคลรองรับ และในขณะนั้นสำนักงานของ TRN อยู่ในอาคารเดียวกับมูลนิธิฯ ที่กรุงเทพฯ ในปัจจุบันถึงแม้จะแยกสำนักงานออกไป แต่ในส่วนของการทำงานและลักษณะกิจกรรมยังคงต้องอาศัย เกื้อกูลและมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมูลนิธิฯ
ผู้สนใจโปรดดูรายละเอียดเกี่ยวกับเครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนที่ www.thairuralnet.org



4. สถาบันไทยพัฒน์ (Thaipat Institute, Thaipat)
สถาบันไทยพัฒน์เกิดจากการรวมตัวของนักธุรกิจที่ต้องการทำงานเชิงสังคม เพื่อส่งเสริมหน่วยธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility, CSR) ด้วยการปรับใช้กลยุทธ์แบบต่างๆ รวมทั้งการถ่ายทอดแนวคิดธุรกิจแบบเศรษฐกิจสถาบัน มีการนำแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและพุทธเศรษฐศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจด้วยวิธีการต่างๆ
ในระยะแรกสถาบันไทยพัฒน์มีความคิดที่จะจัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อรองรับการทำงานเชิงสังคม แต่กระบวนการจัดตั้งมูลนิธิค่อนข้างใช้เวลานาน ในขณะที่สถาบันไทยพัฒน์ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมไปแล้ว จึงมีความประสงค์ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯ เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้พิจารณาและเห็นว่าแนวนโยบายของสถาบันไทยพัฒน์มีความสอดคล้องกับนโยบายหลักของมูลนิธิฯ ต่างกันที่กลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ดังนั้นน่าจะเป็นการดีหากมีการรับสถาบันไทยพัฒน์เข้ามาป็นองค์กรร่วมและทำงานสนับสนุนซึ่งกันและกัน กล่าวคือนอกจากจะเป็นการเกื้อหนุนให้สถาบันไทยพัฒน์มีสถานะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนตามกฏหมายแล้ว ยังช่วยให้การทำงานของมูลนิธิฯ สามารถครอบคลุมไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นด้วย



5. โรงเรียนเพื่อชีวิตเชียงใหม่และโรงเรียนเพื่อชีวิตพังงา (เบลูก้าอุปถัมภ์)
เรื่มจากเป็นโครงการพัฒนาชนบทด้านการศึกษา ดำเนินการโดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม (RASMI) ในปี 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา ให้กับเด็กกลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
เดิมดำเนินงานในลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ที่กาญจนบุรี ต่อมากลุ่มเป้าหมายเด็กมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีการจัดตั้งโครงการเพิ่มขึ้นในจังหวัดพังงาเพื่อรองรับเด็กกำพร้าและผู้ประสบภัยสึนามิ ทางผู้บริหารของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้งเป็นโรงเรียนแยกต่างหาก โดยขอให้มูลนิธิฯ เป็นผู้ดำเนินการขอจัดตั้งและเป็นผู้รับใบอนญาต ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าทั้งสองโครงการเป็นโครงการพัฒนาทางด้านการศึกษาของชนบทที่เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก รวมทั้งมีนโยบายจัดการศึกษาที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนในอนาคตได้ มูลนิธิฯ จึงได้รับไว้เป็นองค์กรเครือข่ายของมูลนิธิฯ ในปี 2548 ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการขอใบอนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียน
ใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนระบุให้เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จากนักเรียน ในเดือนพฤษภาคม ปี 2549 โรงเรียนเพื่อชีวิตเชียงใหม่ ได้รับใบอนุญาตให้เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เอกชน 15 (3) จากเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดการเรียนการสอนในระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนโรงเรียนเพื่อชีวิตพังงา (เบลูก้าอุปถัมภ์) ได้รับใบอนุญาตให้เปิดสอนในระดับอนุบาล จากเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพังงา
สถานภาพของโรงเรียนทั้งสองแห่ง คือเป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ที่มีมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับใบอนุญาต ในการทำนิติกรรมใดๆ จะมีการมอบอำนาจจากผู้อำนวยการมูลนิธิฯ หรือผู้ที่มูลนิธิฯ แต่งตั้งเป็นครั้งๆ ไป ทั้งนี้ในส่วนของการบริหารจัดการภายในให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาโดยมีผู้แทนของมูลนิธิฯ เข้าร่วมเป็นกรรมการ มีการรายงานผลการดำเนินงานและรายงานผลการเงินเสนอต่อมูลนิธิฯ ทุก 3 เดือน



อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมูลนิธิฯ มีบุคลากรจำกัด คณะกรรมการของมูลนิธิฯ ล้วนเป็นอาสาสมัคร แต่ละท่านมีหน้าที่การงานและความรับผิดชอบค่อนข้างรัดตัว ประกอบกับโรงเรียนทั้งสองแห่งอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ จึงมีโอกาสน้อยที่ผู้แทนมูลนิธิฯ จะเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณากิจการของโรงเรียน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและความไม่สะดวกในการพิจารณาตัดสินใจ นอกจากนี้ แหล่งทุนที่สำคัญของทั้งสองโรงเรียนมาจากต่างประเทศ ซึ่งจะต้องผ่านเข้ามายังบัญชีกลางของมูลนิธิฯ ก่อน แล้วจึงจะจัดสรรไปยังโรงเรียนทั้งสองแห่ง ทำให้เกิดความล่าช้าและไม่คล่องตัวในการอนุมัติงบประมาณและการบริหารจัดการในโรงเรียน
คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้บริหารโรงเรียนทั้งสองแห่งจึงได้ทบทวนถึงบทบาทของมูลนิธิฯ ในฐานะผู้รับใบอนุญาตอีกครั้ง ในการประชุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549 ได้ข้อสรุปว่าให้โรงเรียนเพื่อชีวิตเชียงใหม่ และโรงเรียนเพื่อชีวิตพังงา (เบลูก้าอุปถัมภ์) ไปดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิเป็นเอกเทศของตนเอง ในลักษณะขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ไม่แสวงหากำไร โดยร่วมกับองค์กรในท้องถิ่น หรือองค์กรนิติบุคคลหรือบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่ขัดต่อการเป็นผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน มูลนิธิฯ จะส่งมอบการดูแลโรงเรียนให้กับผู้รับใบอนุญาตใหม่ตามที่โรงเรียนเสนอต่อไป
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009 เวลา 12:31 น.)