ประวัติการก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทฯ
ประวัติการก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
Feliciano เพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่เคยทำงานอยู่ด้วยกันที่บริษัทเชลล์ ในประเทศฟิลิปปินส์ ระยะต่อมา Mr. Feliciano ได้ลาออกไปทำหน้าที่ประธานกรรมการบริหารองค์การเอกชนที่ชื่อว่า Philippines Rural Reconstruction Movement หรือเรียกย่อๆ ว่า P.R.R.M.Mr. Feliciano ผู้นี้เคยเป็นนายกยุวสมาคมแห่งประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นอุปนายกยุวสมาคมระหว่างประเทศ และเคยเป็นนายกภาคโรตารี ในประเทศฟิลิปปินส์ ข้อความในจดหมายของ Mr. Feliciano ถึงคุณกษม จากติกวณิช มีใจความว่า
ขอให้คุณกษม ช่วยแนะนำคนที่กว้างขวางในวงสังคมในประเทศและเกี่ยวกับระหว่างประเทศเช่นที่เคยเป็นนายกยุวสมาคมในประเทศไทย หรือประธานสโมสรโรตารี หรือไลออนส์ให้ด้วย แล้วก็เล่าให้คุณกษม ซึ่งครั้งหนึ่งรับตำแหน่งของบริษัทเชลล์ในประเทศฟิลิปปินส์ ว่าเขาได้ไปทำงานกับ ดร.วาย ซี เจนส์ เยน (Dr. Y.C. Yen) ประธานองค์การ Institute of International Rural Reconstruction (I.I.R.R.) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีความประสงค์ให้ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งองค์การบูรณะชนบทภาคเอกชนขึ้น จึงจำเป็นที่จะขอทำความรู้จักกับคนไทยที่เคยทำงานภาคเอกชนที่มีความสัมพันธ์กับองค์การระหว่างประเทศ เช่น ยุวสมาคม คือ เจ ซี (J.C. Junior Chamber International) หรือ Rotary หรือ Lions Club คุณกษมซึ่งรู้จักกับผมดีจึงได้นำจดหมายมาให้ผมและได้ให้ชื่อและที่อยู่ของผมไปให้ Mr. Feliciano ทราบ
หลังจากนั้นไม่นาน Mr. Feliciano ก็ได้เดินทางมายังประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.วาย ซี เจมส์ เยน พร้อมด้วยภรรยาของ ดร.เยน และได้มาพบกับผม พร้อมอธิบายวัตถุประสงค์ความมุ่งหมายของการขอให้กลุ่มผู้รักการพัฒนาชนบทในประเทศไทย ได้ช่วยกันคิดจัดตั้งองค์การบูรณะชนบทภาคเอกชนขึ้นในประเทศไทย โดยองค์การระหว่างประเทศ ซึ่ง ดร.เยน เป็นผู้ริเริ่มและเป็นประธานองค์การระหว่างประเทศในด้านการบูรณะชนบทในระยะนั้น โดยขอให้ผมได้ติดต่อนำ ดร.เยน และ Mr. Feliciano ได้มีโอกาสพบปะกับบุคคลสำคัญๆ ของประเทศไทย ทั้งในภาครัฐบาลและภาคเอกชน อาทิ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีและปลัดประทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ม.ร.ว.จักรทอง ทองใหญ่) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (น.พ. สมบุญ ผ่องอักษร) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.อภัย จันทวิมล) และอธิบดีกรมอนามัย (ศ.ดร.นพ. กำธร สุวรรณกิจ) พลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (กรป.กลาง) ซึ่งทำหน้าที่ในการพัฒนาชนบทภาคทหาร คุณชำนาญ ยุวบูรณ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายกเทศบาลนครกรุงเทพ และ ดร. มาลัย หุวะนันท์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มผู้หนึ่ง ในการจัดตั้งกรมการพัฒนาชุมชนขึ้นมาในสมัยนั้น ทางด้านนักหนังสือพิมพ์ และบุคคลผู้มีชื่อเสียง ก็มีอาทิเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ร.ว. พันธ์ทิพย์ บริพัตร และคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ซึ่งได้รับรางวัลแมกไซไซในระยะนั้น สำหรับ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง นั้น ดร.เยน มีรายชื่ออยู่ก่อนแล้ว เพราะท่านทั้งสองได้รับรางวัลแมกไซไซ เช่นเดียวกับ ดร. เยน หากแต่ยังไม่เคยรู้จักกัน



บุคคลสำคัญมากอีกท่านหนึ่งที่จะงดกล่าวถึงไม่ได้เลย ท่านผู้นั้นคือ คุณสุรเทิน บุนนาค ผู้ล่วงลับไปนานแล้ว ท่านเป็นสามีของท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค นางสนองพระโอษฐ์ ซึ่งผมรู้จักท่านทั้งสองดีมาก่อน จึงได้นำให้รู้จัก ในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่ง ผู้อาวุโสในองค์การ เอฟ เอ โอ (F.A.O., องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ผมได้นำ ดร.เยน และ Mr. Feliciano ไปสนทนากับคุณสุรเทิน ผู้ซึ่งเข้าใจงานด้านนี้อยู่แล้ว ท่านจึงได้ช่วยสนับสนุนอย่างเต็มใจยิ่ง และในที่สุดได้พาคณะของเราเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ที่เดินทางไปกับคณะก็มี ดร.ป๋วย คุณเสนาะ นิลกำแหง และผม โดยคุณสุรเทิน เป็นผู้นำให้คณะเข้าเฝ้าตั้งแต่เวลา 15.00 น. ของวันที่ 17 เมษายน 2510 ณ พระที่นั่งเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว ได้พระราชทานวโรกาสสนทนาด้วยเป็นเวลานานมากทีเดียว ได้สนทนากันในเรื่องแนวความคิดในงานพัฒนาชนบทของ ดร.เยน ในวันนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเลี้ยงน้ำชา จวบจนพลบค่ำเลยเวลา 18.00 น. รวมกว่า 3 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งตามปกติพระองค์ท่านจะทรงซ้อมเรือใบในเวลาบ่ายเพื่อการแข่งขันซีเกมส์ หากแต่พระองค์ทรงสนพระทัยในโครงการพัฒนาชนบทอย่างยิ่ง ประกอบกับได้พบต้นตอของผู้ที่เข้าใจในการพัฒนาชนบทเข้าโดยบังเอิญ พระองค์ท่านจึงทรงลืมเวลาทรงเรือใบโดยสิ้นเชิง ความจริงดังกล่าวนี้ผมได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ของกรมวัง ระหว่างเดินทางกลับ ดร.เยน ได้คุยถึงความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเล่าให้ฟังไม่ได้หยุดได้หย่อนว่า
“เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นผู้ปกครองแผ่นดินคนใด
รักประชาชนเท่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้”
รักประชาชนเท่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้”
นอกจากนั้น ผมได้ไปขอร้อง ม.ร.ว.พันธ์ทิพย์ บริพัตร ขอให้ท่านได้กรุณาเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารกลางวันโดยปรึกษากับ ดร.เยน วางแผนเชิญบุคคลสำคัญๆ ในวงการต่างๆ ให้ได้มาพบปะและรับประทานอาหาร พร้อมกับฟังคำบรรยายและประวัติของ ดร.เยน ในการต่อสู้ระบบคอมมิวนิสต์ในจีนด้วยการใช้หลักการพัฒนาชนบทและแนวคิดในการจัดตั้งองค์กรพัฒนาชนบทโดยภาคเอกชนในประเทศไทย ณ วังสวนผักกาดด้วยสถานที่ที่เหมาะสมแห่งนี้ประกอบกับบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของ ดร.เยน ทำให้บรรยากาศในวันนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างยิ่ง
ประเด็นสำคัญในสุนทรพจน์ของ ดร.เยน ที่จับใจผม จนสามารถจดจำไว้มิรู้ลืมจนถึงวันนี้ดังต่อไปนี้
ดร.เยน แนะนำในการที่จะเข้าไปพัฒนาชนบทนั้นต้องกระทำดังนี้
- “Go to the people,
- Love them,
- Live with them,
- Learn from them,
- Work with them,
- Help them,
- and start from what they have…”
“การที่จะเข้าไปพัฒนาชาวบ้านในชนบทนั้น เราผู้เป็นนักพัฒนา จะต้องเข้าไปหาคน หรือ ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ให้ความรักความปรารถนาดีและให้ความเมตตาเขาเป็นเบื้องต้นก่อน จะต้องเข้าไปคลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน คือ สร้างความเป็นกันเอง เรียนรู้ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อถือของเขาให้เข้าใจถ่องแท้ เราต้องเข้าไปช่วยเหลือเขา ทำงานร่วมไปกับเขา เริ่มตั้งต้นพัฒนา จากพื้นฐานเดิมของชาวบ้านนั้นเอง”
ดร. เยน สอนให้นักพัฒนาทุกคนพยายามที่จะสอนชาวบ้านด้วยคำพูดง่ายๆ ให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งไม่ต้องใช้ศัพท์ยากๆ หรือภาษาอื่นนั่นคือ
ถ่ายทอดความรู้ทุกชนิดให้ง่าย & ธรรมดา คือ Simple
ถ่ายทอดหรือสอนให้คิดจะทำอะไรให้ประหยัดใช้เงินน้อยที่สุด คือ Economical
สอนให้เขารู้ซึ้งวิธีปฏิบัติที่ชาวบ้านเขาสามารถทำเองหรือนำไปปฏิบัติด้วยตัวเองได้ Practical
และสุดท้ายวิธีการต่างๆ ที่แนะนำไปนั้นต้องให้ชาวบ้านยอมรับเป็นอย่างดีคือ Acceptable
อีกประโยคหนึ่งหรือคำๆ หนึ่งที ดร.เยน มักจะพูดเสมอว่า คนส่วนมากใจไม่ถึง ใจไม่สู้ ยอมแพ้เสียก่อนตั้งแต่ยกต้นๆ คือใช้คำว่า “Crusading Spirit”
โดยให้เหตุผลว่า “งานพัฒนาชนบท เป็นงานยากที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง จะต้องใช้เวลาและความมุมานะ พยายาม ไม่จับจด เพื่อให้ประชาชนเขาเห็นดีเห็นงามในการปรับปรุงตัวของเขาเอง ซึ่งต้องใช้เวลามาก เปรียบเทียบกับสงครามครูเสดที่มีการติดต่อกันระหว่าง มุสลิม และคริสเตรียนเป็นระยะนานถึง 2-3 ร้อยปี โดยไม่ระย่นระย่อท้อ พูดง่ายๆ คือ ต้องอดทน ใจสู้ (เหมือนมุสลิมสู้กับคริสเตียน/ยิว) ที่จะสอนให้ชาวบ้านยอมรับ



ในที่สุดพวกเราก็ขอร้องเป็นเอกฉันท์ เลือก ดร.ป๋วย เป็นประธานและให้ผมเป็นเลขานุการและมีมติให้จัดตั้งเป็นรูปมูลนิธิฯ แทนที่จะเป็นสมาคม หรือบริษัทอย่างเช่นในต่างประเทศโดยทั่วๆ ไป เมื่อมติเป็นดังนี้ จึงได้ดำเนินขอจัดตั้งมูลนิธิฯ โดยมี ดร.ป๋วย คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง คุณเสนาะ นิลกำแหง เพื่อนเสรีไทยสายอังกฤษของ ดร.ป๋วย และคณะกรรมการได้ไปขอร้องคุณเชาว์ ขวัญยืน ประธานบริษัทโรงกลั่นน้ำมันไทยออยส์ให้เป็นผู้บริจาครายใหญ่ดูเหมือนจะเป็นเงิน 300,000 บาท ประเดิมการจดทะเบียนมูลนิธิฯ ดร.ป๋วย ได้รับเลือกเป็นเอกฉันท์ให้เป็นประธานมูลนิธิและเลือกผมเป็นเลขานุการ แต่ที่จริงแล้ว ดร.ป๋วย ได้ใช้เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าธุรการทุกชนิดให้แก่ประธานแทนผม ซึ่งเป็นเลขาธิการ เพราะเป็นความสะดวกด้วยกันทุกฝ่าย สำหรับผมจึงเป็นเลขาธิการในนาม ที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับคณะกรรมการและบุคคลภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายข้าราชการ ในขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอนามัยกรุงเทพมหานครและเป็นกรรมการอำนวยการและกรรมการบริหารสภาสงเคราะห์แห่งประเทศไทย
จากผลงานของมูลนิธิฯ ในการช่วยงานพัฒนาชนบทในระยะแรก คณะกรรมการบริหารจึงเห็นสมควรนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขอให้ทรงรับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับมูลนิธิบูรณะชนบทฯ อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2512 ตามหนังสือที่ รล.0002/4296 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2512
ทั้ง ดร.เยน และ Mr. Feliciano ได้พยายามเกลี้ยกล่อมและชักชวนให้ผมลาออกจากราชการหรือลาราชการชั่วคราว ให้มารับตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิฯ โดยให้ได้รับเงินเดือนตามระบบองค์การระหว่างประเทศ คือ I.I.R.R. จะเป็นผู้จ่ายให้ แน่นอนเงินเดือนคงสูงในอัตราที่มากกว่าข้าราชการ ทั้ง 2 ท่านใช้เวลาหลายครั้งหลายคราว เทียวไปเทียวมา อีกทั้งชวนให้ผมและภรรยาบินไปดูกิจกรรมของ I.I.R.R และ P.R.R.M. ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ณ ที่นั่นก็ได้พบกับผู้อำนวยการ P.R.R.M. คือ Dr. Flavia ซึ่งบังเอิญเป็นแพทย์เหมือนผมเสียด้วย เวลานั้นประธานาธิบดี มาร์กอส ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ระยะนั้นผมเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ค่อนข้างบ่อย ในฐานะอดีตนายกยุวสมาคมแห่งประเทศไทย และเป็นผู้ริเริ่มสมาคมไทย-อเมริกัน ด้วยผู้หนึ่ง ก็ได้รับเชิญจากยูซิส ไปสังเกตการประชุมของสมาคม ฟิลิปปินส์-อเมริกัน และ I.I.R.R. ทุกครั้งที่เดินทางไป ก็ได้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านของ พ.อ.บรรจบ บุนนาค (ยศขณะนั้น) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ไปพักอยู่ถึง 2 ครั้ง ขณะนั้นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ คือ น.อ.จรรยา สุคนธทรัพย์ ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทการบินไทย และ น.อ.ประพันธ์ ธูปเตมีย์ ต่อมาเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ ทั้ง 3 ท่านเป็นเพื่อนร่วมรุ่น และร่วมรับราชการที่นครราชสีมา ตามลำดับมาด้วยกัน เลยได้รับความสะดวกสบาย และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ ตลอดจนวุฒิสมาชิกของฟิลิปปินส์ที่เคยเป็นนายกยุวสมาคมของฟิลิปปินส์ และเคยเป็นเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ประจำประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นต้น



สมัยนั้น ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ประเทศของเขามีการเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่น เทศบาลของเขามีจำนวนนับหมื่นๆ เทศบาล เขามีการเลือกตั้งทุกระดับจากระดับเทศบาล ระดับจังหวัด คือ การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจนถึงการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกและเลือกประธานาธิบดี ซึ่งตรงข้ามกับเมืองไทยในยุคนั้น ซึ่งเป็นยุคเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์, ถนอม, ประภาส ฯลฯ ไม่มีการเลือกตั้งทุกระดับ
ทั้ง ดร.เยน และ Mr. Feliciano จะยกแม่น้ำทั้งห้าให้ผมฟังถึงผลพลอยได้จากการรับตำแหน่งนี้จะทำให้ประชาชนชาวไทยเป็นประชาธิปไตยเหมือนอย่างเช่น ประเทศฟิลิปปินส์ จะก่อให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองและตัวเราเองจะมีชื่อเสียง มีประชาชนรู้จัก เราสามารถก้าวกระโดดมาทางการเมืองได้นั่นประการหนึ่ง นอกจากนั้นอีกประการหนึ่ง เนื่องจากงานบูรณะชนบทภาคเอกชนนี้ มีองค์การ I.I.R.R. และนอกเหนือจากองค์กร I.I.R.R. ก็มีองค์กรอื่นๆ ที่ใหญ่กว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนรวมทั้งรัฐสภาของสหรัฐก็ให้เงินสนับสนุน ผมก็อาจจะก้าวกระโดดเข้าไปทำงานอง์การระหว่างประเทศอื่นๆ ได้ นั่นคือ ทัศนะของคนฟิลิปปินส์ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นจริงสำหรับคนฟิลิปปินส์ กล่าวคือ Mr. Feliciano ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหาร ต่อมาเพราะชื่อเสียงของ ดร.เยน และ Mr. Feliciano ดีมาก ประธานาธิบดีมาร์กอสจึงได้เชิญชวน Mr. Feliciano เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสังคมสงเคราะห์ Mr. Feliciano นี้เคยพบปะพูดคุยกับผมบ่อยๆ ทำให้ทราบถึงความในใจลึกๆ ของเขาว่า เขาคงจะสมัครเลือกตั้งวุฒิสมาชิก และเป้าหมายสูงสุดของเขาก็คือการสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี
ผมเล่าให้ฟังเพื่อให้เห็นความเป็นอนิจจัง กล่าวคือ Mr. Feliciano เป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่นานก็มีข่าวลาออก สืบไปสืบมาจึงทราบจากข่าวกรองทาง พ.อ.บรรจบ บุนนาค สมัยโน้นว่า ประธานาธิบดีมาร์กอส กำลังศึกษาวิธีการยึดอำนาจตามแบบอย่างในเมืองไทย การณ์กลับกลายเป็นเช่นนั้นไป ดังนั้นทูตฟิลิปปินส์ในเมืองไทย คงต้องทำงานหนักในการป้อนข่าวสาร วิธีการปฏิวัติของบ้านเราสมัยเผด็จการไปให้ฟิลิปปินส์ ในที่สุดก็เป็นความจริง ประธานาธิบดีมาร์กอส ขอแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตนเองเป็นประธานาธิบดีได้ตลอดกาล ต่อมาไม่นานนัก Mr. Feliciano ทนไม่ได้จึงลาออกไปจากคณะรัฐบาลมาร์กอส และก็คงจะอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ไม่ได้ เลยไปทำงานองค์การ UNDP ประจำอัฟริกา และไต้หวันตามลำดับ เขาอยากที่จะมาทำงานในเมืองไทยมาก แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดเขาก็ตายด้วยโรคมะเร็งที่ปอดเพราะสูบบุหรี่มาก Dr. Flavia ผู้ช่วยของเขาจึงได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการ I.I.R.R. แทนเขาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้



เคยกล่าวไว้ตอนต้นแล้วว่า เดิมนั้น Mr. Feliciano นิยมชื่นชมความเป็นประชาธิปไตยของประเทศฟิลิปปินส์ของเขา และตั้งความหวังว่าไม่ช้าไม่นานประเทศไทย ก็คงเหมือนฟิลิปปินส์ ถ้าผมมารับตำแหน่งนี้ก็จะเป็นทางก้าวไปสู่วงการเมือง เมื่อมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คือ มีการเลือกตั้ง แต่เหตุการณ์กลับอนิจจัง คือ ประเทศฟิลิปปินส์กลับหันไปสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จ เอาตัวอย่างจากประเทศไทยเสียอีกและเป็นอยู่นาน จนกระทั่งถึงกาลอวสานไปตามกฎแห่งกรรม โดยมาร์กอสถูกจับไล่ออกจากประเทศ และในที่สุดก็ถูกโรคร้ายรุมล้อม และเสียชีวิตในเวลาต่อมา นี่แหละเป็นอนิจจังซึ่งเป็นสัจจะธรรมของพระพุทธเจ้าโดยเที่ยงแท้
ทีนี้ก็หันมาดูทางเมืองไทยบ้าง คือเมื่อผมปฏิเสธเด็ดขาดที่จะไม่รับตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิภายหลังจากการพูดจาเกลี้ยกล่อมครั้งสุดท้าย ดร.เยน พูดเกลี้ยกล่อมผมตั้งแต่หลังอาหารเย็น จนเลยเวลา 24.00 น. จำได้ว่าเป็นโรงแรมแถวสุขุมวิท เพราะใกล้บ้านผม เนื่องจากผมไม่สะดวก ไม่มีเวลาและไม่คล่องตัว และไม่มีความคิดเหมือน Mr.
Feliciano ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ต้องการเสี่ยงในการลาออกจากราชการ คือ ตั้งแต่ ปู่ พ่อ และตัวเอง เคยมีอาชีพแต่เพียงรับราชการ ส่วนความหวังทางการเมืองนั้น จริงอยู่ผมสนใจติดตามการเมืองมาตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ขณะนั้นผมไม่มีความหวังในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเลย และคิดว่าเมืองไทยสมัยโน้นภาคเอกชนเกือบไม่มีความหมายเลยจริงๆ ในการที่จะโยกย้ายตัวเอง ไปเป็นลูกจ้างองค์การต่างประเทศไม่ได้อยู่ในความคิด ความรักบ้าน ปัญหาครอบครัว และความไม่คล่องตัวอื่นๆ ที่สุดจึงปฏิเสธเด็ดขาด แต่ขอช่วยเป็นกรรมการ เป็นคนจัดสรรฝ่ายบุคลากรด้านการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อส่งไปอบรม เข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายแพทย์และสาธารณสุขในโครงการของมูลนิธิฯ ก็ได้เกลี้ยกล่อม นพ.สาโรช รัตนากร (ผู้อำนวยการกองวิชาการ สำนักแพทย์ กทม.) สมัยนั้นเป็นแพทย์ในกองสุขาภิบาล สำนักอนามัย ซึ่งผมเป็นผู้อำนวยการสำนัก กทม. ในขณะนั้น กับคุณมนู ผลพันธ์พิณ (หัวหน้างาน ในสำนักรักษาความสะอาด กทม.) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สุขาภิบาลในสมัยนั้น ให้ทั้ง 2 คนลาชั่วคราวเพื่อไปฝึกอบรม ในประเทศฟิลิปปินส์ที่ P.R.R.M. เป็นเวลาคนละ 3 เดือน ทั้ง 2 คน ไปอบรมงานพัฒนาชนบททางสาธารณสุข ส่วนทางด้านการศึกษาการปกครอง การเกษตร คณะกรรมการของมูลนิธิฯ ท่านอื่นๆ ต่างก็จัดการหาเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรมแล้วในที่สุดก็กลับมาร่วมงานเป็นทีมที่จังหวัดชัยนาทในระยะแรกนั้นคณะกรรมการมีการประชุมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ค่อนข้างบ่อยครั้ง ซึ่ง
ดร.ป๋วย นั่งทำงานที่นั่น ท่านได้รับเงินบริจาคจำนวนไม่น้อย จากพ่อค้า นายธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารไทยพาณิชย์ คุณประจิตร ยศสุนทร เพื่อนของท่านเป็นผู้จัดการ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยร่วมเรียนและร่วมงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สนับสนุนและเป็นกรรมการด้วย และต่อมาท่านก็ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอำนวยการ แทน ดร.ป๋วย ซึ่งมีเหตุการณ์ทางการเมืองภายหลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จำเป็นต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ มูลนิธิฯ ได้อาศัยธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน เป็นที่ทำการสำนักงาน เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งได้คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นผู้อำนวยการและได้ซื้ออาคารพาณิชย์ 1 คูหาเมื่อ พ.ศ.2534 เป็นที่ทำการจนทุกวันนี้
ประมาณปี พ.ศ.2512 คณะกรรมการได้อนุมัติเห็นชอบ ตามข้อเสนอของคุณเสนาะ นิลกำแหง ประธานกรรมการบริหาร ให้ทดลองจัดทำการพัฒนาชนบท เป็นโครงการนำร่องเริ่มแรกที่จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของคุณเสนาะเอง และต่อมาได้รับเงินอุดหนุนจากองค์กร I.I.R.R. และโครงการต่อต้านความอดอยาก ประเทศเยอรมันนี จัดสร้างที่ทำการถาวรในลักษณะที่พร้อมในการจัดสัมมนา จัดการฝึกอบรม มีอาคารหอพัก สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมและที่พักเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นที่ดินจำนวนถึง 48 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา ตั้งอยู่เลขที่ 64 ฝายน้ำล้น ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมืองชัยนาท ที่ดินดังกล่าวนี้ คุณเสนาะ ได้ติดต่อขอบริจาคจากชาวบ้านและบางส่วนก็ซื้อมาจากชาวบ้านตามความสมัครใจ ทั้งนี้เพื่อให้ได้พื้นที่เป็นผืนเดียวกันตลอด



นับตั้งแต่ ดร. เยน ได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในครั้งนั้น ทำให้บุคคลสำคัญในวงการต่างๆ ในเมืองไทย ได้รู้จักับ ดร .เยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการพัฒนาชนบท และรู้จักเรื่องการพัฒนาชนบทมากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ พ.ศ.2522 ในสมัยนั้น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ในขณะนั้น นพ. กระแส ชนะวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปประชุมเกี่ยวกับงานสาธารณสุขในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้ไปเยี่ยม ดร. เยน ที่บ้านของท่านในนครนิวยอร์ค อันที่จริง นพ. กระแส ได้เคยพบปะสนทนากับ ดร. เยน เมื่อครั้งไปศึกษาปริญญาเอกสาธารณสุข ณ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่กรุงนิวยอร์คหลายครั้ง คราวนั้นได้เชิญ ดร. เยน ให้มาเยี่ยมเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง และเพื่อมาตรวจงานของมูลนิธิบูรณะชนบทในประเทศไทย ตลอดจนมาแสดงปาฐกถาที่ทำเนียบรัฐบาล ครั้งนั้นนายกเปรม ก็ได้ให้เกียรติไปร่วมฟังสุนทรพจน์ครั้งนี้ด้วย ตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลา 2 ชั่วโมงเต็ม
พูดถึงสุนทรพจน์ของ ดร. เยน ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า ดร.เยน มีความสามารถพิเศษที่สามารถกลั่นคำพูดด้วยภาษาที่ถอดเอามาจากหัวใจของท่านเอง ท่านเคยแสดงสุนทรพจน์ต่อหน้าที่ประชุมรัฐสภาคองเกรส (วุฒิสมาชิกอเมริก) จนในที่สุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติเงินจำนวนมหึมา เพื่อช่วยพัฒนาประเทศจีนในด้านการพัฒนาชนบท ก่อนที่จีนจะถูกยึดครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ หากแต่ว่าสายเกินไปที่จะลุกขึ้นต่อต้าน ด้วยเหตุนี้ ดร. เยน ผู้ไม่ยอมแพ้ จึงหนีภัยคอมมิวนิสต์ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาและดำเนินกิจการงานพัฒนาชนบทที่ท่านถนัดและรักเป็นชีวิตจิตใจ ช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาประเทศต่างๆ ด้วยการริเริ่มจัดตั้งขบวนการ (Movement) ขึ้นในหลายประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย และทวีปอาฟริกา นั่นคือ องค์การ I.I.RR. ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้สนับสนุนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้
คุณประจิตร เป็นประธานกรรมการอำนวยการอยู่ระยะหนึ่ง ก็ขอลาออก ที่ประชุมได้เลือกคุณหญิงสมศรี กันธมาลา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบทของภาครัฐ และได้เป็นประธานอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมีคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิผู้เข้มแข็งติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 ปี จนถึงปัจจุบัน ผมมีความหวังว่ามูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยนี้จะก้าวต่อไปคู่ไปกับการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยที่รักของเรา
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009 เวลา 12:28 น.)