เครือข่ายจิตอาสา


 เครือข่ายจิตอาสา เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนทำงานภาคสังคม ที่เห็นความสำคัญของงานอาสาสมัครและ ต้องการสืบสานกระแสพลังน้ำใจที่มีอาสาสมัครจำนวนมาก เดินทางไปช่วยผู้ประสบภัยสึนามิในช่วงต้นปี 2548 เครือข่ายมุ่งประสานความร่วมมือ และเสริมพลังการทำงานขององค์กรที่ทำงานด้าน อาสาสมัครและการให้ เกี่ยวกับจิตอาสา

วิสัยทัศน์
      เพื่อเสริมพลังจิตสาธารณะและพลังปัญญาของอาสาสมัครให้เข้มแข็ง สู่สังคมที่มีความสุขสงบ To strengthen volunteers’ public mind and wisdom power for peaceful society

ที่มา
      เนื่องจากเหตุการณ์ประสบภัยคลื่นสึนามิที่ได้ก่อให้เกิดการร่วมมือ กันระหว่างองค์กรภาครัฐภาคเอกชนภาคประชาสังคมต่างๆ ซึ่งทำได้ เป็นจุดเริ่มต้นของกระแสการเป็นอาสาสมัครซึ่งเป็นการช่วยเหลือซึ่งกัน และเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อผู้กระทำ และผู้อื่นโดยเน้นที่คุณค่า ของ ความสามัคคีการมีส่วนร่วม และการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขในสังคม ทาง องค์กรต่างๆได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านงานอาสาสมัคร และมีความ เห็นร่วมกันที่จะมีการจัดการอาสาสมัครให้มีระบบที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อรอง รับกับรูปแบบงานอาสาที่หลากหลายนับตั้งแต่แบบพึ่งพาตนเองในชุมชน จนไปถึงการช่วยเหลือผู้คนที่อ่อนแอทั่วโลก จึงได้มีการร่วมมือกันเป็น เครือข่ายจิตอาสาเพื่อให้กระแสอาสาสมัครในสังคมไทยนั้น เป็นไปอย่าง มั่นคงและยั่งยืน

วัตถุประสงค์: JAI
      1. Job Placement: เป็นศูนย์เชื่อมประสานข้อมูลระหว่างอาสาสมัครองค์กรด้านอาสาสมัครและสังคม
      2. Advocracy: ร่วมกำหนดวาระสาธารณะและขับเคลื่อนกระแสอาสาสมัครอย่างต่อเนื่อง
      3. Improvement: พัฒนาศักยภาพการจัดการอาสาสมัครอย่างรอบด้านทั้งเป็นแหล่งรวบรวมและสร้างความรู้ในการส่งเสริมจิตสาธารณะ

จิตอาสา... จากเชิงตะกอนความดีสู่เสรีแห่งครรภ์ธรรมชาติ

        ความเชื่อทีว่าคนในสังคมไทยนั้นเป็นปัจเจกชนตั้งใครตัวมันได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงหลังเหตุการณ์ ภัยพิบัติสึนามิได้ก่อให้เกิดกระแสจิตอาสาหลั่งไหลไปในพื้นที่ประสบภัย และยังส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนงานจิตอาสาต่อมา  ผ่านการให้และอาสาสมัคร ในช่วงที่เกิดภัยพิบัตินั้นผมได้ไปทำงานอาสาสมัครอยู่ที่กรุง นิวเดลี ประเทศอินเดียซึ่งความสูญเสียจากสึนามินั้นหลายเท่ากว่าประเทศไทยโดยทาง TRNได้ส่งไปเรียนรู้การจัดการอาสาสมัคร กับ iVolunteer ผ่านทาง Global Knowledge Partnership ที่ผมเลือกไปเพราะอยากเรียนรู้การจัดการอาสาสมัครในประเทศที่ถือว่าประชาธิไตยได้เบ่งบานที่สุดประเทศหนึ่งมีองค์กรพัฒนาเอกชนมากที่สุดในโลกผมได้เรียนรู้การแก้ปัญหาต่างๆนั้นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดโดยเริ่มจากคนรุ่นใหม่ ให้คำนึงถึงสังคม แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการชวนมาทำจริงไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทยเรียกได้ว่ายากกว่ามากเพราะฐานความพร้อมการให้แตกต่างกัน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้ว่าท่านองค์ดาไลลามะได้มาลี้ภัยอยู่ที่ประเทศอินเดียซึ่งถือเป็นโชคดีที่ผมได้เข้าร่วมงานเทศน์ประจำปีของท่านที่Dharamsala หรือชาวทิเบตบางคนเรียก Dhasa ซึ่งตัวจริงท่านก็เหมือนในรูปหรือรอยยิ้มท่านก็เหมือนหนังสือ ยิ่งได้ทราบประวัติตอนที่ท่านได้ลี้ภัยจากทิเบตมานั้น ถือเป็นรอยยิ้มยิ่งใหญ่และบรรยากาศที่ผู้คนจากทั่วโลกได้มารวมกันปีละครั้งเพื่อค้นหาความสงบกลางเทือกเขาหิมะนั้นมีเกิดไม่บ่อยนัก เพราะเป็นความหนาวกายอุ่นใจ ต่างจากบางเทือกเขาที่ผมเดินเล่นซึ่งหนาวเหน็บ
 
หน้าบ้านดาไลลามะ

        หลังจากที่ผมเสร็จสิ้นงานที่นิวเดลีเป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วผมก็ได้มีโอกาสทำงานวิจัยเชิงท่องเที่ยวเกียวกับนผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ YSEI Youth Social enterprise initiativeโดยเดินทางไปเมืองต่างๆของอินเดีย เพื่อสนทนาหารือกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการทางสังคม รวมไปถึง ไปเยี่ยมชมองค์การพัฒนาเอกชนน่าสนใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น swaminathan foundation ที่เชนไนได้ฟังปาฐกถา Hunger Free ในปี2007ผ่านการใช้ ICTเพื่อการพัฒนาจากผู้ก่อตั้ง Professor Swaminathan ถือได้ว่าเป็นบิดาแห่งการปฏิวัติเขียว Times ถือให้ท่านเป็นผู้มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงโลก โดยมีคนอินเดียสามคน คนแรกคือ มหาตมะคานธี คนสองคือ วิโนบ้า บาเว และท่าน ที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งท่านเน้นแนวคิดไม่ต่างกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือการลงสู่ดิน ทำงานรากหญ้า มีชีวิตที่เรียบง่าย งดงาม ท่านเน้นให้คนเปลี่ยนวิธิคิดทำจาก Khow-how เป็น Do-how และท่านยังชื่มชนสิ่งที่พระองค์ท่านทำมาก ถือเป็นหนึ่งใน 20 องค์กรที่ได้ไปเรียนรู้ทั่วอินเดีย อันไม่สามารถนำไปอธิบายได้หมด ณ ที่นี้

        จากที่ได้กลับมาแล้ว จำไว้ว่าผอมมากเพราะกินแต่ผักแป้งถั่วต่างกับตอนไปครึ่งปีแล้วลิบลับ ภาพที่จำได้ก็เป็นการเดินเข้าเวทีห้องประชุมเครือข่ายจิตอาสาที่ต้องการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครต่อจากช่วงสึนามิที่ผ่านมาได้สักระยหนึ่ง แล้วผมในนาม TRN ก็อาสาช่วยเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายจิตอาสาซึ่งมีพันธกิจหลักคือ Job Placement ประสาน Matching อาสาสมัครกับพื้นที่องค์กรที่ต้องการ Agenda setting รณรงค์สื่อสาธารณะพัฒนาผลักดันนโยบายที่เกี่ยวกับงานอาสาสมัครและ วิจัย พัฒนารวบรวมองค์ความรู้ที่เกียวข้องพร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ Improvement รวมเป็น JAI ซึ่งเครือข่ายนั้นร่วมด้วยองค์กรด้านอาสาสมัครกว่า 20 องค์กร อาทิ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เครือข่ายพุทธิกา มูลนิธิกระจกเงาที่ทำศูนย์ Thai Tsunami Volunteer Centre กลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม (YIY) Green Peace สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร อโชก้า เครือข่ายอาสารักษ์ธรรมชาติที่เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่ไปช่วยงานอาสาสมัครที่ย่านยาว United Nation Volunteer เป็นต้นซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาจิตผ่านงานอาสาสมัคร จากงานนี้ทำให้ได้รู้จักผู้คนต่างๆหลากหลายภาคส่วนที่เห็นถึงโอกาสในการขับเคลื่อนงานอาสาสมัครโดยถือว่าจิตอาสานั้นเป็นคลื่นสึนามิลูกที่สองที่ปลุกจิตสำนึกสาธารณะให้เกิดขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย จึงควรมีการสร้างความยั่งยืนนี้  และก็ได้มีโครงการฉลาดทำบุญ จิตอาสาปันศรัทธาและอาทรที่เครือข่ายพุทธิกาเป็นเจ้าภาพร่วมกับเครือข่ายโดยทาง TRN ช่วยทำ Website volunteerspirit ช่วยประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการรณรงค์เรื่องการทำงานจิตอาสาในช่วงเทศกาลเข้าพรรษามี เปิดรับกิจกรรมจิตอาสาต่างๆเช่น ปลูกป่ากับดาบวิชัยและพระไพศาล วิสาโล อาสานวดเด็ก สร้างบ้านให้หมา สร้างบ้านดิน ฟื้นฟูพื้นที่สึนามิ สร้างบ้านดินให้วัด ทำให้ผมได้เรียนรู้มุมมองที่แตกต่างจากงานจิตอาสาเช่นผู้ที่ได้นวดเด็กที่ต้องการจะให้กลับได้รับด้วยการที่โรคไมเกรนได้หาย หรือการไปปลูกป่ากับดาบวิชัยนั้นไม่น่าเชื่อเราเป็นกลุ่มแรกที่ได้ไปปลูกป่ากับลุงดาบจริงๆถึงแม้ว่าท่านจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งยังสร้างความร่วมมือของคนในชุมชนเยาวชนปรางค์กู่ต่อการรักษาธรรมชาติ หรือพื้นที่สึนามิที่จนบัดนี้ปัญหาก็ยังคงไม่สิ้นสุด


        ประสบการณ์ครั้งนั้นส่งผลต่อให้ตอนที่ TRN มารับงานท้าทายขึ้นโดยผมเป็นผู้รับผิดชอบโครงการอาสาเพื่อในหลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้วยความรักและความดี 60 ปี 60 ล้านความดีน้อมเกล้าถวายในหลวง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งรณรงค์การทำความดีร่วมกับเครือข่ายจิตอาสาตลอดเดือนธันวาคมโดยเฉพาะในวันจิตอาสาวันที่ 27 ธันวาคม 2548 ซึ่งถือว่าเป็นวันแรกที่กระแสจิตอาสาได้หลั่งไหลลงไปในพื้นที่ประสบภัยสึนามิผ่านการให้และอาสาสมัครเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เรามองว่าการครบรอบ 1 ปีสึนามินั้นไม่ควรเป็นการรำถึงความหลังการสูญเสียเพียงอย่างเดียวแต่ควรเห็นถึงโอกาสในการร่วมกับกันทำความดีกับสังคม โดยครั้งนั้นเป็นการประสานพังงากรุงเทพโดยในกรุงเทพขอความร่วมมือและเชิญชวนองค์กรภาคส่วนต่างๆให้พนักงานซึ่งมีทางพนักงานบริษัทซิเมนต์ไทยกว่า 100 คน อาสาสมัครจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพกว่าครึ่ง ออกมาทำงานอาสาเพื่อสังคมส่วนรวม ในโครงการ “จิตอาสาเจ้าพระยาใสสะอาด”รณรงค์การสิ่งแวดล้อมโดยการเก็บขยะแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเน้นที่การปลูกจิตสำนึกเป็นหลัก และมีการรับอาสาสมัครจุดต่างๆ 10 จุดทั่วกรุงเทพได้กว่า 2,000 รายชื่อ และที่พังงามีการจัดเสวนา “การจัดการอาสาสมัครในสภาวะวิกฤต” สำหรับเตรียมความพร้อมในสภาะวิกฤตซึ่งกำลังจะก่อร่างเป็นศูนย์อาสาสมัครในสภาวิกฤติเร็ววันนี้ กิจกรรม “อาสามากอด”พาอาสาสมัครลงฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยสึนามิ กิจกรรม “อาสารักษ์ป่าชายเลน” ร่วมกันปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันสึนามิที่จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นการเรียนรู้การทำงานแบบเครือข่ายที่แบ่งพื้นที่มีเป้าหมายร่วมกัน
 
        จากนั้นก็ได้มีการต่อยอดโครงการอาสาเพื่อในหลวง ตลอดปี 2549 ซึ่งประกอบไปแรลลี่ ทำดี เล็กๆน้อยๆ, ฉลาดทำบุญปี 2 และโครงการการอาสาฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในส่วนแรกนั้นเพราะเราเห็นว่าหลายครั้งผู้ใหญ่มักบอกให้เด็กไปทำดี แต่เด็กเองหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะให้ไปทำดีที่ไหนอย่างไรเราจึงได้รวบรวมข้อมูลการทำความดีในรูปแบบต่างเป็นแทงทำดีโดยเลือก 60 ต้นแบบความดีทั้งการบริจาคสิ่งของ การบริจาคโลหิต การทำงานอาสาสมัครในประเด็นสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือเด็ก ผู้สูงอายุ ต่างๆให้ง่ายเข้าถึงและเข้าใจ ว่าการทำความดีนั้นทำได้ง่ายๆใกล้ๆตัว และได้ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ในโครงการ “ค้นพบความดีในใจคุณ”ให้ส่งเรื่องราวความดีที่ได้ทำตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2549 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ครบ 60 ปีมีความดีต่างๆทั่วประเทศส่งมากกว่า 5,000 เรื่องราว มีคนส่งบทเพลงที่แต่งขึ้น ภาพถ่ายการทำความดีต่างเข้ามา ซึ่งเราต้องการรณรงค์ให้เกิดการทำความดีอย่างเป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นจริงๆ
 

        โครงการ ฉลาดทำบุญปี 2 จิตอาสา ปันศรัทธา และอาทร เครือข่ายพุทธิกาซึ่งปีนี้เน้นที่การพัฒนาศักยภาพแกนนำอาสาสมัครพร้อมทั้งมีกิจกรรมใหม่เช่า อาสาปลูกปะการังเทียม อาสาพบธรรม พาคนลงไปทำกิจกรรมสวนโมกข์ จัดเก็บหนังสือท่าพุทธทาส อาสาข้างเตียง รับอาสาสมัครทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีต้นแบบกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันมีการประสานประโยน์ช่วยเหลือกันมากขึ้นไม่มีแบ่งงานเขางานเราได้เรียนรู้ความแตกต่างดอกไม้หลากสี ขณะที่โครงอาสาฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ มูลนิธิกระจกเงาที่ไปตั้งศูนย์รับอาสาสมัครสภาวะวิกฤติระยะแรกที่โคลนถล่ม พาไปขุดโคลน ได้รับอาสาสมัครต่อเนื่องทั้งหมดกว่า 2000 รายกว่า 4เดือนทุกอาทิตย์ ได้พบกรณีทำไมเกรนหายตอนขุดโคลน หรือ ที่พาน้องๆบ้านกาญจนาที่เป็นเด็กที่สังคมมองว่าเป็นปัญหา ให้เข้ามีความมั่นใจในตัวเองลดความขัดแย้งระหว่างกัน เป็นมิตรภาพที่เปลี่ยนชีวิตคนเล็กคนน้อย หรือพี่พี่บางท่านเรียกว่าเป็น Volunteer therapy

        จังหวะก้าวกระโดดอีกช่วงหนึ่งคือการที่เราได้มาร่วมทำงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ได้เป็นภาคีร่วมในการจัดงานวันอาสาสมัครไทยและวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติผลักดันแนวคิดจิตอาสาเพื่อในหลวง 60 ปี 60 ล้านความดีฯ ประกอบกับเป็นจังหวะที่ท่าน รัฐมนตรีกระทรวงท่านใหม่ได้เข้ารับตำแหน่งได้สักพัก ซึ่งท่านเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานอาสาสมัครและการให้ ทำให้สิ่งที่เราขับเคลื่อนกันมาเชิงนโยบายมีการต่อยอด ขณะเดียวกันงานสมัชชาสังคมไทย “สังคมใหม่ที่เท่าเทียม” ก็ได้เห็นความสำคัญของงานอาสาสมัครต่อภาคประชาสังคม จึงจัดให้มี “ห้องจิตอาสา” ที่นำเสนองานอาสาสมัครในภาคประชาสังคม พร้อมทั้งได้เกิดกระแสจิตอาสาพลัง...สร้างโลกเกิดจากการที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมได้เป็นตัวเริ่มนำแนวคิดมูลนิธิฉือจี้จนเสริมหนุนการแพทย์หัวใจมนุษย์ Humanized health care ในระบบสุขภาพ ซึ่งเราเองได้ร่วมประสานวิทยากรกับแผนพัฒนาจิตฯ YIYจัดเวทีทำสื่อสิ่งพิมพ์ วิดีทัศน์ให้ห้องจิตอาสาพลังสร้างโลกในงานสมัชชาสุขภาพไทย ได้เรียนรู้เรื่องราวความดีมีจิตอาสาในระบบสุขภาพ
 
        เดือนธันวาคมปีที่สองเราก็ได้การเปิดตัว “รถดี” ในวัน Young Expo เป็นผลึกความดี ที่พี่ๆน้องๆได้ร่วมกันทำขึ้น ต่อยอดไปจนถึงวันจิตอาสา ที่ได้มีการปรับลายแทงทำดีเป็น “แผนที่ทำดี” ซึ่งบอกถึงพื้นที่การทำต่างๆทั่วกรุงเทพ พร้อมรับอาสาสมัครและเครือข่ายมาช่วยแจกแผนที่ในวันนั้น รถ 8 คันแล่นไปทั่วกรุงเทพ ที่surprise ผมมากคือเราได้เชิญท่านรัฐมนตรีมาเปิดงานในวันนั้น ซึ่งเราก็คิดอยู่ว่า Gimmick จะเป็นอะไรดีปรึกษากันเล่นๆว่าถ้าให้ท่าน start รถเมล์แล้วบีบแตร์สามทีเปิดน่าจะพอเป็นไปได้ซึ่งถ้าขับสักหน่อยน่าจะดีแต่เราก็ไม่คาดหวัง ท่านมาถึงจับพวงStart ขับออกไปและถอยกลับซ้อมครั้งหนึ่งให้เป็น ก่อนขับจริงเปิดงาน หลายท่านอาจเห็นได้เป็นจากสะเก็ดข่าวในคืนวันนั้น และถือประกาศความร่วมมือเครือข่ายจิตอาสา กระทรวงพม.และสสส.ในการส่งเสริมเรื่องจิตอาสา โดยกระทรวงเองได้มีการตั้งศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม พร้อมรับข้อเสนอการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ครั้งสำคัญคือการสอนด้วยการทำให้ดู ทำจริง ทำให้นานต่อเนื่อง การเปิดใจเรียนรู้ของเยาวชนต่อผู้มีประสบการณ์ ผู้สูงอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วเป็นสิ่งสำคัญมาก เราควรศึกษาคนรุ่นก่อนๆได้เดินผ่านอะไรมาแล้วบ้างเพื่อไม่ให้พลาดพลั้งแต่ก็ไม่ถึงกับติดกับความคิดเดิมๆทำให้ไม่สามารถก้าวออกไปนอกกรอบตัวตนได้ เราควรมีความเป็น Youth ในทุกช่วงวัยของชีวิต ผมพบว่าจากการทำนโยบายนั้นต้องมีจังหวะควบคู่ไปกับการสื่อสารสาธารณะกับฐานข้อมูลองค์ความรู้สนับสนุนพร้อมทั้งมีกิจกรรมพื้นที่ทำงานจริงร่วมกับเครือข่าย แนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา รถดีและแผนที่ทำดีก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องการจุดประกายให้คนในเมืองคำนึงถึงการออกไปทำความดีข้างนอกซึ่งอยู่ใกล้ๆตัว การลงสู่ข้างล่าง

 
        มองกลับไปตอนแรกเริ่ม ผมยังจำภาพที่สุนิตย์มาขายไอเดียให้หลายๆคนหลังจากที่โครงการได้ผ่าน World Bank ณ ห้อง 201 ชั้นสองคณะเศรษฐศาสตร์ ตอนนั้นผมอยู่ปีสอง B.E. คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่หนึ่งปีเพราะเข้ามาก่อน แต่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันจากเซนต์คาเบรียล ช่วงเวลาในนั้นเป็นช่วงที่ได้ทำกิจกรรมนักศึกษาหลากหลายทั้งค่ายพัฒนาชนบท ทำหนัง ทำละครเวที สอนเล่นหุ้นจำลอง จัดสัมมนาการตลาด ได้มาร่วมทำงานกับ TRN เป็นพักๆขึ้นกับงาน จนมาเต็มตัวหลังจากจบแล้ว งานวิจัยศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งมหาชีวาลัยอีสานกับครูบาสุทธินันทน์ซึ่งแม้จะไม่ได้ดังหวังด้วยข้อจำกัดต่างๆจนต้องแยกออกมาแต่ก็ทำให้เราเรียนรู้มากขึ้นอันเป็นการปูฐานจิตอาสามาจนถึงทุกวันนี้
“จิตอาสาคือ...จิตที่พร้อมจะสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา
เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นจิตที่ไม่นิ่งดูดายเมื่อพบ
เห็นปัญหาหรือความทุกข์ยากเกิดขึ้นกับผู้คน
เป็นจิตที่มีความสุขเมื่อได้ทำความดีและเห็นน้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
เป็นจิตที่เปี่ยมด้วย “บุญ” คือความสงบเย็นและพลังแห่งความดี ”
พระไพศาล วิสาโล

        จนบัดนี้งานที่ผลักดันมาร่วมกับเครือข่ายจิตอาสา กระทรวงพม. ภาคีต่างๆได้กลายเป็นวาระแห่งชาติการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ซึ่งคน องค์กรเดียวไม่สามาถทำได้ การทำงานผมได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันซึ่งแก่นของการทำนั้นคือการให้ตัวตนของเรามีอยู่น้อยที่สุดแต่ยังทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ยึดติดว่างานของใคร ช่วยเหลือกันในรูปแบบต่างๆเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วาดไว้ ธรรมิกสังคมนิยม สันติประชาธรรม ศรีอารย์ ผมขออ้างพี่หนูหริ่งว่า “ความจริงคือสิ่งที่อาสาค้นหา ความงามคือสิ่งที่อาสาทำ ความดีคือผลของการอาสา” และคำที่ท่านอ.ไพบูลย์ได้กล่าวไว้ว่า “ความดีนั้นมีมาแต่อดีต ยังคงอยู่ในปัจจุบัน และจะมีต่อไปในอนาคต…” ผมมีความเชื่อว่าจิตวิญญาณอาสาสมัครนั้นยังคงมีอยู่แม้ 40 ปีมูลนิธิได้ผ่านมาแล้ว มีความเป็นธรรมชาติ สังคมและตัวเรานั้นมีความเป็นอนิจจัง ตราบใดที่เหตุปัจจัยหน่อเนื้อแห่งความดียังมีอยู่ ความดี ความงามยังคงมีอยู่ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี เพื่อให้เราทุกคนได้ค้นหาและเข้าถึงความจริงต่อไป จิตอาสาเป็นเหมือนประตูของการเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ ขอบคุณที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้ครับผมขอจบด้วยปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นคำที่ผมระลึกและน้อมนำมาปฏิบัติอยู่เสมอว่า
“…สัพเพวะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะติ
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด…”

วินย์ เมฆไตรภพ


แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009 เวลา 12:17 น.)