วิถีชีวิตสมาชิก บชท. รุ่นล่าสุดปี 2550 ที่ ศูนย์ฯ ป๋วย


วิถีชีวิตสมาชิก บชท. รุ่นล่าสุดปี 2550  ที่ ศูนย์ฯ ป๋วย

สองเกลอผู้มีบุญ (นามแฝง)
 
         หวัดดีฮะ.....!!! ยินดีต้อนรับสู่ ศูนย์ฯ ป๋วย ฮะ..        เราทั้งสองเป็นสมาชิกใหม่รายล่าสุดของศูนย์ฯ ป๋วย  เข้ามาอยู่ประมาณเดือนพฤษภาคม 2549  อ๋อ..มาจาก..อุทัยธานี..ฮะ... .”น้าสมส่วน” เขาไปรับเรามา 
         มาถึง  เขาก็จัดบ้านพักรับรองให้เราทั้งสองอยู่ชั้นล่างของบ้านเรือนไทย  ทางทิศใต้ของศูนย์ฯ  ป๋วย ใกล้กับบ้าน “ป๋าเบิร์ด” บรรยากาศดีมากๆ เลยฮะ หลังบ้านติดคลอง “วังไร” สายที่แยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา  ตกเย็นเดินเล่นริมคลองได้สบายๆ หน้าบ้านก็มีต้นมะขามใหญ่ 5-6 ต้น ให้ร่มเงาบังแดดไว้ผูกเปลนอนพักยามบ่าย.. เลยไปนิด..ก็เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ที่ ป๋าเบิร์ด ดูแลอยู่  มีผักสดไร้สารพิษ มีเรือนเพาะเห็ดนางฟ้า มีกล้วย มะม่วง มะละกอ ฯลฯ เยอะแยะ ให้เก็บกินได้เกือบทุกวัน  แต่ ป๋าเบิร์ด แกสั่งห้ามผมเด็ดขาดว่า 
         “ ถ้าเอ็งจะอยู่ที่นี่ให้ยาวนาน  ก็อย่ามาแหยม.. กับแปลงผักของข้าฯ ไม่เช่นนั้นเอ็งจะโดนน..มิใช่น้อยย... !!!”
         ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่ศูนย์ฯ ป๋วย นี่ ใครๆ เขาก็ค่อนข้างจะเกรงใจเรากันทั้งนั้น  ยกเว้นป๋าเบิร์ด กับ  “น้าสมส่วน” ซึ่งเป็นคนคอยดูแลเรา เขาบอกเราว่า
          “เอ็งน่ะมันเด็กเส้นรัฐมนตรี  ถึงโชคดีเข้ามาอยู่ที่นี่ได้  แถมยังได้อยู่บ้านเรือนไทยซะอีก ..เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ แม้แต่ข้าฯ หรือ ป๋าฯ ของเอ็งเขายังไม่ได้อยู่บ้านเดี่ยวอย่างเอ็งเลย”
         เราก็เพิ่งรู้ว่าเป็น..เด็กเส้น  มิน่า.!! ผู้อำนวยการที่นี่ยังเกรงใจเราเล้ยย..  ยิ่ง ป้าแอ๊ด ผู้ช่วย “ ผอ. ป้าหมู” ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ประจำที่นี่  ไม่ใช่แค่เกรงใจ  ท่าทางแกจะกล้าๆกลัวๆ อีกต่างหาก  สงสัยกลัวจะเอาเรื่องไปร้องเรียนท่านรัฐมนตรี  หรือไงก็ไม่รู้...
         ศูนย์ฯ ป๋วย .. !!! เล็กกว่าบ้านของเราที่อุทัยธานีเสียอีก ไม่ได้แกล้งคุย  เนื้อที่แค่ 33 ไร่  มีโรงเรือน อาคาร และบ้านพัก รวมๆ แล้ว 14 หลัง  แบ่งเป็นบ้านพักสำหรับเช่าใช้บริการเวลามีแขกเข้าอบรมหรือสัมมนา 9 หลัง  ทั้งแอร์ทั้งพัดลม  บ้านพนักงาน 1 หลัง อาคารห้องอบรม สองห้อง มีสวนส้มโอ สวนผัก เรือนเห็ด เรือนสมุนไพร  อาคารปฏิบัติการ    ถ้าพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติโกโหติกาของเราเข้ามาอยู่ด้วยละก้อ พื้นที่แค่นี้ไม่พอหร๊อก ...ดีว่าให้เรามากันแค่สองคนเท่านั้น ไม่เอามาหมด
         
         เราก็เพิ่งรู้ว่า ที่นี่สร้างมา 40 ปีแล้ว ก็ตอนที่ “ผอ.ป้าหมู” แกมาสั่งให้สมาชิกรุ่นล่าสุดเขียนบทความไปลงหนังสือฉลองสี่สิบปีของมูลนิธิฯ เพื่อเทียบกับพี่บูรณากรรุ่นเก่าๆ ซึ่งเขาจะเล่าเรื่องชีวิตสมัยของเขาเหมือนกัน   “คนอื่นๆ มีงานมีการทำกันทั้งนั้น  ป้าเห็นว่าเธอทั้งสองยังไม่ได้ทำอะไร  เดินไปเดินมา  แล้วก็เป็นสมาชิกล่าสุดตัวจริงของที่นี่   เหมาะสมที่สุดที่จะเล่าเรื่องนี้ได้  ไปหาข้อมูลมาเขียนบทความให้ที แล้วก็จะได้เรียนรู้ไปด้วยว่าพี่ๆ ที่นี่ เขาทำอะไร อยู่กันยังไง  นะจ๊ะ”
         
         เราก็เลยต้องออกสำรวจข้อมูลไปทั่วศูนย์ฯ ป๋วย  ตั้งแต่เข้ามาอยู่เราก็ยังไม่ได้เดินไปไหนไกลๆกว่าบ้านที่แสนหรูของเราสักที
         ที่เห็นๆ.. มีผู้คนที่ทำงานอยู่ในศูนย์ฯ ป๋วย นี้ รวม 18 คน รวมทั้ง “ผอ.ป้าหมู” ด้วย  บางคนอยู่ประจำ บางคนไปกลับ  บางคนนานๆ มาที  ที่เป็นดังนี้เพราะว่าที่นี่เขาไม่ได้จ้างประจำไปหมดทุกคน วันไหนงานแยะ เขาก็จ้างแรงงานพิเศษมาช่วย หรืองานไหนที่ทำเองไม่ได้ เช่นทำปลวก ซ่อมเครื่องเสียง  งานรักษาความปลอดภัย เขาก็หาบริษัทมาประมูลทำไป แต่ถ้าไม่ถึงขนาดแยะมาก ทุกคนจะต้องช่วยๆ กันทำ ไม่เกี่ยงว่างานไหนของใคร  ทำได้ก็ช่วยกันทุกเรื่องเพื่อประหยัดงบประมาณ  ผอ.ป้าหมู บอกว่าที่นี่กินเงินค่าบำรุงรักษาสูงมาก เว้นวรรคไม่ดูแลไปสักสองเดือน  ต้องซ่อมไปอีกหลายปี
           เราก็เลยชวนกันไปแอบดูพี่ๆ น้าๆ ป้าๆ เขาทำงานกัน    อ๋อ..รู้แล้ว  ตอนกลางวันเขาแบ่งการทำงานกันเป็นโซนๆ


         โซนที่ผมอยู่นี้ เขาเรียกว่า “โครงการเกษตรอินทรีย์”  ที่นี่..คุณนพดล กลิ่นถนอม ที่ใครๆรวมทั้งเราต้องเรียกแกว่า “ป๋าเบิร์ด” เป็นหัวหน้าโครงการเกษตรอินทรีย์  จบภาควิชาเทคโนโลยีชนบท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เชียวนะ..แถมยังจบหลักสูตรปริญญาโทครึ่งใบจากบัณฑิตอาสาสมัคร  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียด้วย เท่านั้นยังไม่พอ  ตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่เนี่ย.. ป๋าฯ เขาก็ไปเรียนการบริหารเพิ่มเติมที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ ให้ได้ปริญญาอีกใบ  ผมไปถามแกว่า เรียนไปทำอะไรกันนักหนา  แกบอกว่า “เอาไว้บริหารควาย มั้ง..??”  เอ๋า.!!.เห็นไม่พูดๆ อย่างนี้  บทจะพูดขึ้นมาแสบนะป๋าฯ.. ที่บ้านผมเขาเรียกว่าพูดประชดอ่ะ... 
ป๋าเบิร์ดฯเขามีผู้ช่วย เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ 4 คน รวมทั้งป๋าฯ ด้วย และมีลูกจ้างรายวันทั่วไปอีก 2 คน  ทุกคนมีบ้านอยู่นอกศูนย์ฯ ป๋วย  มีเฉพาะเรากับป๋าฯ เท่านั้นที่ต้องอยู่เคียงข้างกันทั้งกลางวันกลางคืน แอะ

         ที่นี่..มีน้าสมส่วน ได้รับมอบหมายให้ เป็นคนดูแลเราทั้งสอง  ดูแลแปลงผัก  ดูแลเตาเผาถ่าน ทำน้ำส้มควันไม้  แล้วก็ช่วยงานดูแลต้นหมากรากไม้ทั่วไป  แกเชี่ยวชาญเรื่องปลูกผักปลูกหญ้าสารพัด “ผอ.ป้าหมู” บอกเราว่า น้าสมส่วนเป็นครอบครัวเกษตรตัวจริง  ที่คุ้นกับการทำนาทำไร่ทำสวนในชีวิตประจำวัน  แกเลยคล่องตัวเรื่องของการปลูกต้นไม้ไปทุกเรื่อง รู้ว่าฤดูนี้ต้องปลูกหรือไม่ปลูกอะไร แต่แกจะอธิบายเหตุผลที่เป็นวิชาการไม่ได้ เวลามีคนมาดูงานที่แปลงเกษตรอินทรีย์ ป๋าเบิร์ดเขาจึงเป็นคนอธิบาย  น้าสมส่วน กับป๋าเบิร์ดจะผลัดกันมาปลุกผมแต่เช้า ชวนไปช่วยงานบ้าง ไปเดินเล่นนอกบ้านบ้าง  
         นอกนั้นก็มีน้าคูณ  เป็นผู้หญิง คอยช่วยน้าสมส่วนดูแลแปลงผัก  ดูแลโรงเลี้ยงเห็ด และอื่นๆ ตามแต่ ป๋าเบิร์ดจะสั่ง
         มี พี่โน๊ต โกญจนาท เกศบุรมย์  คนนี้ไม่ธรรมดา ถ้าบวชได้ แกคงบวชไปแล้ว  พี่โน้ตมาจากกลุ่มสันติอโศก  เรียนรู้เรื่องการดำรงชีวิตแบบพอเพียงมาล้วนๆ  ชีวิตพี่โน้ตก็เลยพอเพียงเอามากๆ ไม่กินข้าวเย็น ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่แต่งตัวหวือหวา มียังไงอยู่อย่างนั้น ห้องนอนพี่โน้ตไม่มีม่าน ไม่ตกแต่งใดๆ มีเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น  เงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยง พี่โน้ตก็ไม่เคยถามว่าได้เท่าไหร่  หรือเบิกยังไง ให้ก็เอา ไม่ให้ก็ไม่ถาม ขอให้มีข้าวกินเป็นใช้ได้  กับข้าวไม่ต้องก็ได้หาเอาจากแปลงผัก  อยู่ได้สบายๆ ชิลล ชิล.. ถ้าจะใช้ให้พี่โน้ตทำงานอะไรที่ต้องมีค่าใช้จ่าย   ป้าแอ๊ด ต้องสั่งพี่อ้อม ให้คอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายพี่โน๊ตด้วย  พี่โน้ตเขาเก่งเรื่องการทำผลิตภัณท์ใช้เองมากๆ เนื่องจากเขาเรียนและอยู่ในสังคมที่ต้องพึ่งตัวเอง  ป้าแอ๊ดก็เลยให้เขาสอนเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนรู้ทำผลิตภัณฑ์นี้ด้วยอีกวิชาหนึ่ง
          นอกจากนั้น บางวัน เราจะเจอ ลุงกมล เป็นช่างเครื่องยนต์  คอยซ่อมแซมเครื่องไม้เครื่องมือในแปลงเกษตรบ้าง ตามบ้านพักบ้าง ดูแลสวนส้มโอบ้าง ตัดหญ้าให้บ้างแล้วแต่ใครจะเรียกใช้  ลุงกมลก็ไม่ธรรมดา จบ ปวช.ช่างยนต์มาเชียวนะ  และบางวันก็มีพี่เดวิด คนชื่อฝรั่งหัวใจไทย  เข้ามาช่วยอีกคน  เป็นเจเนรัล เซอร์วิส รดน้ำต้นไม้ ช่างซ่อม แบกหาม  ทำครัว ตัดต้นไม้ ฯลฯ 
         สองคนหลังนี่ เขาเป็นลูกจ้างรายวัน ทำงานตามใบสั่ง  


โซนโรงครัว ห้องอาหาร  และแถวๆ บ้านพัก 9 หลัง            
เห็นมีคนหลายคนเดินเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้มิได้ขาด  เราก็เลยแวะไปดูบ้าง  
         เจอ “ ป้าแจ๋ว” หรือ คุณศรีสวัสด์ รุจิมิ เป็นหัวหน้างานบริการและสถานที่  ป้าแจ๋วบอกเราว่า มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องอาหารการกินสำหรับแขกที่มาพักในศูนย์ฯ ป๋วย ดูแลเรื่องความสะดวกสบายของบ้านพักและสถานที่ ใครจะมานอน มากิน มาอบรม มาจัดสัมมนา ป้าแจ๋วจะดูแลหมด  คนนี้ก็ไม่ธรรมดา  เคยทำงานเซอร์วิสที่โรงแรมในกรุงเทพฯ มาก่อน แถมยังเคยทำงานบริษัทก่อสร้างบ้านจัดสรรมาอีกด้วย  แกก็เลยจัดการได้เกือบทุกเรื่องที่เป็นเรื่องสถานที่  ได้ยินแกคุยกับใครๆ ว่า “ถ้าปีนั้นเศรษฐกิจไม่พัง ชั้นคงไม่ได้มาทำงานที่ศูนย์ฯ ป๋วย แล้ว  แต่มาแล้วก็ไม่เสียดายเลย  ชีวิตนี้จะได้ทำงานเพื่อประโยชน์ต่อสังคมเสียบ้าง .....ทำเพื่อลูกและครอบครัวมาเสียนักหนาแล้ว”
        โซนนี้ มีทีมทำงานทั้งหมด 7 คน รวมทั้งป้าแจ๋ว  เป็นเจ้าหน้าที่จ้างประจำ  4  คนได้แก่ ป้าใจ ลุงประสิทธิ์ พี่พัช และ พี่แมง 
ป้าใจ (สมใจ บุญเล็ก) เป็นแม่ครัวประจำศูนย์ฯ ป๋วย โอ้โห..เพิ่งรู้ว่าป้าใจ อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี โตมากับมูลนิธิฯ เลยนะเนี่ย.. บูรณากรรุ่นแรกๆ รู้จักป้าใจกันทุกคน  เวลาแวะมาเยี่ยมที่นี่ เขาจะถามหาป้าใจคนแรกเลย..แขกที่เข้ามาพักนอน พักกิน ในศูนย์ฯ ป๋วย ร่ำลือกันว่า ป้าใจมีฝีมือทำอาหารอร่อยมากๆ
         ลุงประสิทธิ์ เป็นช่างซ่อม เป็นช่างก่อสร้าง และที่สำคัญเป็นแฟนป้าใจ ไม่เชื่อถามลูกชายอายุสิบขวบ เป็นพยานได้  เดิมลุงสิทธ์ไม่ค่อยได้อยู่บ้านต้องเร่ตามงานไปในที่ต่างๆ  มาเมื่อปีที่แล้วขอสมัครอยู่กับมูลนิธิฯ เพื่อจะได้พร้อมหน้าครอบครัว  รายได้น้อยลงก็ยอม ป้าใจและลุงสิทธิ์จึงเป็นตัวอย่างให้เรียนรู้เรื่องครอบครัวอบอุ่นแบบพอเพียงของสมาชิกศูนย์ฯ เลยละ
พี่พัชรี และพี่แมง เป็นผู้ช่วยป้าใจ ช่วยทั้งงานบ้านพักและงานครัว แหม..ที่บ้านผมไม่เห็นพี่พัชรีไปช่วยทำให้บ้างเลยนะ
นอกจากนั้น มีลูกจ้างรายวัน มาตามออเดอร์ สองคน คือ พี่นุช กับพี่เดียว ทั้งสองคนเป็น เจนเนรัล เซอร์วิส ในครัวและนอกครัว เพิ่งเข้ามา ก่อนหน้าเราแป๊บบ เดียว ... ทีงี้..ทำไมป้าหมูไม่ให้เขาเขียนมั่งล่ะ ..?? 
ที่ในครัว เนี่ย... มีเรื่องพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ที่เราชอบมาก เมื่อไรที่มีผู้ใช้บริการอาหาร  แล้วมีอาหารเหลือ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง คนงาน ทุกคนที่อยู่ในศูนย์ฯ ป๋วย จะได้ร่วมรับประทานอาหารฟรี  หลังครัว..  มีป้าใจ  พี่พัช พี่แมง คอยเชียร์ ให้กินให้หมด จะได้ไม่เหลือทิ้งขว้าง และล้างง่าย !  แต่อย่ามาวาดหวังว่าจะได้กินครบทุกอย่างที่แขกกินนะจ๊ะ  บางทีก็จะเหลือแต่น้ำแกงราดข้าวเท่านั้น  เอาเถอะ ..ถ้าฝีมือป้าใจ แค่น้ำแกง ก็อร่อยเหาะ สำหรับพวกเราแล้วล่ะ....
ออกจากโรงครัว เราเดินย่อยอาหารไปถึง....
 
โซนอาคารห้องประชุม 
         มีห้องประชุมสองห้อง อยู่ตรงข้ามกัน  ซึ่งเป็นอาคารกลางของศูนย์ฯ ป๋วย 2 หลัง  มีเสาธงประดับธงชาติไทย  ตั้งเด่นเป็นสง่า ให้เคารพได้ตลอด 24 ชั่วโมง  ไม่ต้องเอาขึ้นเอาลงตามเวลาเคารพธงชาติ  ที่นี่เขาใช้อบรม ใช้ประชุม  หรือจัดสัมมนา ให้ชาวบ้าน ชาวเมือง หรือใครจะใช้เข้ามานั่งคุยกันเล่นๆ ก็ไม่ว่ากัน  แต่ช่วยจ่ายเงินบำรุง ค่าแอร์ ค่าทำความสะอาด ค่าทำปลวก  ค่าดูแลรักษาศูนย์ฯป๋วย ต่างๆ  ไม่งั้นจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ท ทำกิจกรรมสอนเด็ก หรือ ส่งเสริมชุมชน ล่ะ..ใช่ไหมฮะ พี่น้อง??    
ที่นี่ เราได้เจอ พี่ต้น-อนิวัฒน์ หาโภคี เขาบอกเราว่าเขาเป็นหัวหน้างานฝึกอบรม และดูแลเรื่องโสตทัศนูปกรณ์ ในห้องประชุมสองห้อง  อยู่กับ พี่ไบรท์ -ชื่อ..อนิรุทธ์  สองคนนี้เป็นเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องกัน จบปริญญาตรี สาขาสุขศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครสวรรค์ .เชียวนา  ไง๋?? มารักดีทางนี้ ก็ไม่รู้  ตัวพี่ต้น-อนิวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ทำงานมาจะสามปีแล้ว                 ตอนแรกๆ เง๊า..เหงา กลางคืนก็เงียบจนได้ยินเสียงแมวทะเลาะกัน..พ่อแม่ พี่น้อง เขาก็ไม่อยากให้อยู่  แต่อยู่ๆ ไป ในความเหงา และเงียบ คือความสงบ  ..อุ๊ย..พูดเป็นพระเลย..บวชหรือยังนี่..
         นอกจากงานฝึกอบรม พี่ต้นกับพี่ไบรท์ยังต้องช่วยทำโครงการต่างๆ ที่จะส่งผ่านงานพัฒนาถึงชุมชน หรือ ชาวบ้านด้วย อย่างเช่นถ้ามีค่ายเด็ก พี่ต้นเขาก็จะเป็นพี่เลี้ยง เป็นพิธีกร เป็นวิทยากร  ถ้ามีงานวิจัยในท้องถิ่น  พี่ไบรท์เขาก็จะประสานงานในพื้นที่ ฯลฯ เป็นโครงการๆ ไป  แต่ถ้าว่าง พี่สองคนเขาก็แปลงร่างเป็นเจ้าหน้าที่ประจำออฟฟิศ ดูแลเว็บไซท์  ดูแลเครื่องไม้เครื่องมือสำนักงาน  จัดห้องประชุม จัดการเรื่องสื่อต่างๆ...แม้แต่ลงไปช่วยตัดหญ้า ถ้าขาดคน  ก็ต้องช่วยกันทำ  ยิ่งตอนนี้ เราเห็นเด็กๆ เข้ามาศูนย์ฯป๋วย ทุกวันศุกร์ พี่สองคนเขาก็ยังอาสาดูแลเด็กด้วย 
         เราเองก็..คุ้นๆ หน้าพี่เค้าอยู่..โดยเฉพาะพี่ไบรท์ เวลาแกยิ้มให้ ดูเป็นกันเอ๊ง กันเอง คุ้นหน้าคุ้นตากันยังไงก็ไม่รู้.... อาจจะเคยเดินสวนกันที่ตลาดนัดควาย อุทัยธานี หรือเปล่า ??  ยังไม่ทันจะถาม   พี่ต้นก็บอกให้ผมรีบๆ ไปให้พ้นๆ “ที่นี่ไม่ใช่ที่เดินเล่นนะครับ คุณทั้งสอง ถึงคุณจะเป็นเด็ก ร.ม.ต.(รัฐมนตรี) แต่ถ้าคุณย่ำทำเอาวัสดุอุปกรณ์ห้องประชุมของผม เครื่องเสียง แอล ซีดี กล้องวีดีโอ ราคาแพงๆ ในนี้ละก็  ผมจะ ต.ม.ล. (ตบไม่เลี้ยง) นะครับ
 ก็เลยต้องเผ่น ออกจากโซนห้องประชุม  แล้วเราก็มาถึง.....

โซนสำนักงาน และ ห้องอ่านหนังสือ  
ส่วนนี้อยู่ด้านหน้าศูนย์ฯ ป๋วย เกือบจะออกประตูแล้วฮะ.. เป็นอาคารต่อติดกับห้องประชุมเล็ก  มีห้องหนังสือให้อ่านหลากหลาย  ที่เห็นก็คงเป็นพันเล่มละมั๊ง.. ทุกเย็นวันศุกร์ ห้องนี้จะมีเด็กมาชุมนุมกันหลายคน  ทั้งเด็กโตเด็กเล็ก  ได้ข่าวว่าเด็กโตเขาไปขอศาลา “ผอ. ป้าหมู” ทำเป็นออฟฟิศกัน แล้ว  แต่เด็กเล็กยังต้องเติม ความจริง ความงาม ความดี อยู่ที่นี่ก่อน 
ห้องอ่านหนังสือนี้ เปิดโล่ง ติดต่อกับสำนักงาน ทำหน้าที่เป็น
สำนักงานกลางด้วย  มีโทรศัพท์กลางหมายเลข 056-411220-1   มีเครื่องโทรสารกลางหมายเลขเดียวกัน มีอีเมล์ กลาง.trrmchainat @hotmail.com
          มีระบบอินเตอร์เตอร์เน็ตความเร็วสูงของทศท./TOT  และเปิดสำหรับผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะใช้ในการติดต่อสื่อสาร   ลูกค้าหรือใครๆ ก็ตามที่เข้ามาติดต่อศูนย์ฯ ป๋วย  ไม่ว่าด้วยเรื่องอะไร ถ้ามาแจ้งตรงนี้  ก็จะมีคนอำนวยความสะดวกให้ผู้มาติดต่อ  ไม่ต้องเดินไปไกล พื้นที่ขนาดนี้ เดี๋ยวจะพลัดหลงมาเจอเราเสียเปล่าๆ  เพราะโซนอื่นเขาลงพื้นที่กันหมด  กว่าจะหากันเจอ คงเหนือยแฮ่กเสียก่อน 
ในสำนักงานมีคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง  ใช้ทำงานไปด้วย ใช้สอนเด็กๆ ไปด้วย  แม้แต่เขียนโครงการ ทำรายงาน รับหนังสือ ตอบจดหมาย ขอเลขที่หนังสือออก  ตอบ อี-เมล์  ผลิตใบปลิว  ถ่ายเอกสาร ติดต่อองค์กร เก็บเรื่องเข้าแฟ้ม ออกใบเสร็จรับเงิน เบิกค่าใช้จ่าย   นำเงินเข้าบัญชี ก็เป็นห้องนี้แหละ ถือเป็นตัวเชื่อมสำคัญของศูนย์ฯ ป๋วย ก็ว่าได้ 
คนที่ต้องทำทุกเรื่องในสำนักงานนี้  คือ พี่อ้อม - ลินดา พุฒนาค สาวสวยคนเดียวของที่นี่  ...จริงๆ ฮะ.. เพราะคนอื่นนอกจากพี่อ้อม ก็เป็นผู้ชายเสียครึ่งหนึ่ง  ผู้หญิงอีกครึ่งแต่งงานหมดแล้วทู๊กคน ....  อายุเลยหลักสี่ จะถึงดอนเมือง อยู่รอมมะร่ออีกต่างหาก
         นอกจากงานเหล่านี้..แล้ว  พี่อ้อม ยังดูแลห้องอ่านหนังสือ  สอนน้องๆ กลุ่มเด็กแนวของที่นี่ แถมวันเสาร์-อาทิตย์ ยังขยันไปเรียนเอาประกาศนียบัตรครูมาประดับบารมีอีกด้วย..โฮ้ยย..!! ทำไมคนที่นี่เขาขยันเรียนรู้กันจัง.... สมกับอยู่ศูนย์เรียนรู้จริงๆ
         ส่วน “ผอ.ป้าหมู” นั้น วิ่งไปวิ่งมาระหว่างนโยบายกับปฏิบัติการ  ต้องไปเข้าร่วมประชุมตามเวทีต่างๆ ในกรุงเทพบ้าง จังหวัดต่างๆ บ้าง  เขาเรียกว่าเวทีผลักดันนโยบาย  ถึงไม่ผลักดัน  ก็ต้องไปติดตามว่าสังคมเขาทำอะไรกันไปถึงไหนแล้ว  แต่ก่อนป้าหมูต้องไปเกือบทุกเวที  แต่หลังๆ ต้องเลือกเอาว่าเรากำลังทำเรื่องอะไร ก็ไปเวทีนั้น  ป้าหมูเขาบ่นว่า “วิ่งไม่ไหวแล้ว  ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่เราทำจริงๆ เท่านั้นแหละ” บางครั้งต้องติดต่อระดมทุน  เชื่อมประสานหาทรัพยากร หาอาสาสมัครมาสนับสนุนโครงการ 
 เราได้ยินป้าแอ๊ด เล่าให้พวกพี่ๆ ฟังว่า  ป้าหมูเป็นผู้แทนมูลนิธิฯ ตามตราสาร  มีหน้าที่ปฏิบัติการตามนโยบาย  จะมาจุ๊ก..อยู่ในพื้นที่เดียวไม่ได้ เขามีหน้าที่ต้องมองสังคมรอบด้าน  และดูว่า องค์กรของเราจะทำประโยชน์ให้สังคมอย่างไรด้วย 
         ถ้านับไปนับมา  ป้าหมูคงระดมทุนมาทำงานหลายโครงการมากโขอยู่  แม้แต่ค่าตัวเราทั้งสองเนี่ย..ป้าแกก็ได้เงินสนับสนุนมาจากคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  ตอนนั้นท่านเป็นประธานกรรมการของมูลนิธิฯ  พอท่านได้รับเชิญให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ในยุค ค.ม.ช...เราก็เลยกลายเป็นเด็กเส้นรัฐมนตรี  เท่ห์..ซะยังงั้น......

         มีเรื่องข้องใจกันอยู่ว่า ถ้าต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ตัวเองยังงี้ ..เขาจะทำงานเชื่อมโยงกันยังไง พี่อ้อมบอกว่า “อ๋อ..เราประชุมรวมกันสัปดาห์ละหนึ่งครั้งนะจ๊ะ  จะเป็นวันไหนพี่จะเป็นคนกลางนัดหมาย  แต่เดิมกำหนดกันว่าทุกวันอังคาร  ต่อมาวันว่างจะไม่เท่ากัน  โซนห้องประชุมกับที่พักอาหาร มักติดพันงานแขกที่เข้ามาใช้บริการ  กว่าจะเสร็จงานตกเข้าไป สาม-สี่ทุ่มก็เคย..หรือโซนเกษตรอินทรีย์  ต้องลงเมล็ดผักให้หมดทั้งแปลง ไปเรียกเขาประชุมในวันที่เขาลงแปลงก็ไม่ได้  จึงต้องเลื่อนวันเอาตามความเหมาะสม  แต่ยังไงๆ สัปดาห์หนึ่งก็ต้องประชุมให้ได้หนึ่งครั้งเสมอ  ยกเว้นถ้ามีอะไรเร่งด่วน  เราก็จะเรียกประชุมทันที
         ในที่ประชุม เราจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือรายงานผลการปฏิบัติงานของแต่ละคน  กำหนดกิจกรรมงานสัปดาห์ต่อไป  บางทีถ้ามีปัญหา ก็ต้องช่วยกันระดมความคิดเห็นเป็นอย่างนี้ประจำเลยจ๊ะ”
   เราปรึกษากันว่า อาทิตย์หน้า ถ้าเราไปประชุมกับเขาด้วย คงได้อมพระมาพูด..ก็ไม่เชื่อ กันบ้างหรอก !!.. เอ๊..จะเข้าประชุมด้วยดีไม๊ น้า...???
         นั่นน่ะ .. คือวิถีชีวิตในตอนกลางวัน 
         พอตกเย็น ได้เวลาเลิกงานแล้ว ถ้าไม่มีงาน จัดเลี้ยงบริการแขก  หรืองานที่เร่งด่วน เช่นวางแผนงานค่ายเยาวชน  หรือ งานระดมความดิดเห็นอื่นๆ พี่ ป้า น้า อา  ที่เขามีบ้านอยู่ชัยนาท  เขาก็ควบมอร์’ไซด์ กลับบ้านกันประมาณห้าโมงเย็น  แต่ถ้ามีงานเร่ง งานด่วน งานบริการ ถึงไหนถึงกัน  หรือบางเย็นก็เห็นชมรมเด็กบ้านกล้วย แวะมาคุยกับป้าแอ๊ด  พี่อ้อม พี่ต้น จนมืดค่ำ
         พี่ๆ ป้าๆ ที่พักอยู่ในศูนย์ฯ ป๋วย จึงดำเนินชีวิตยามค่ำตามอัธยาศัย  บ้างก็เข้าห้องหับที่ “บ้านยี่โถแดง” ที่เขาเรียกว่าบ้านพักเจ้าหน้าที่   พี่โน๊ต พี่อ้อม พี่ต้น อยู่ชั้นบน คนละห้อง ส่วนพี่ไบรท์ อยู่บ้างไม่อยู่บ้าง เพราะ “คุณแม่ขอร้องงงง ..” ให้กลับนครสวรรค์  
           คุณป้าแจ๋ว มีห้องหับอันโอ่โถงอยู่ชั้นล่างของบ้าน  เอาไว้เป็นที่พักเก็บพัสดุที่ใช้งานประจำเช่น ถ้วยโถโอชามที่ราคาแพงบ้าง อุปกรณ์ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษก็ฝากไว้ในห้องนอนป้าแจ๋วได้  ตามประสาคนมีหน้าที่ดูแลสถานที่   นอกจากนั้นป้าแจ๋วยังมีอารมณ์สุนทรียะจัดสวนหย่อมน้อยๆเอาไว้ชื่นชมข้างห้องนอนด้วย  แกบอกกับใครๆ ว่า  “ เป็นความสุขเล็กๆ ย่ะ”
         ส่วน ป๋าเบิร์ด ของเราไม่ได้อยู่ที่บ้านพักนี้  แกอยู่กระท่อมน้อยริมคลอง ข้างแปลงผัก ใกล้บ้านพักของเรา นี่ก็อีกคน ใช้วิถีชีวิตแบบพอเพียง ตกเย็น ป๋าฯ เขาจะไปร่วมก๊วนเล่นบอล กับ พี่ต้น พี่โน้ตและกลุ่มเด็กๆ  เสร็จแล้วกลับบ้านมาทำกับข้าวกินเอง  บางวันพวกพี่ๆ ข้างบนเขาก็ลงไปแจมด้วย บางวันป๋าฯ แกก็แอบกินคนเดียว  แกบอกว่ารำคาญผู้คน  พวกพี่ๆ เขานินทาป๋าฯว่า “ใจคอป๋าฯ จะคบแต่เด็กเส้นเท่านั้นเองเหรอ..คบหวังผลละซี้....”
         ส่วนป้าแอ๊ดพักอยู่ชั้นล่างของบ้านตะแบกม่วง  ติดกับบ้านพักพนักงาน  แกตั้งชื่อบ้านของแกซะหรูว่า กิ่งตะแบกม่วง ซึ่งแกเป็นปลื้มนักหนาว่าเป็นบ้านหลังที่สอง ที่ทุกคนร่วมกันสร้างให้แก เนื่องจากสมัยก่อนที่พวกพี่ๆ ป้าๆ เขาจะย้ายมาอยู่นี้  ใต้ถุนบ้านตะแบกม่วงจะเป็นที่เก็บของรกเลอะเทอะ และเป็นที่อยู่ของแมว  แม๊ว แมว..ออกลูกออกหลาน ยั้วเยี้ย เหม็นหึ่งไปหมด   ป้าแอ๊ดไปอาศัยนอนบ้านป้าแจ๋วมั่ง  บ้านป้าหมูมั่ง  เพราะแกเป็นคนกลัวผี จนผู้คนเขารำคาญ  ผอ.ป้าหมู เลยสั่งรื้อห้องเก็บของ  แล้วปรับปรุงตกแต่งต่อเติมให้ใหม่  มีป้าแจ๋วเป็นคนดำเนินการ ใช้แรงงานช่างและพวกเราในศูนย์ฯ ป๋วย นี่แหละ   ช่วยกันปรับปรุงจนเสร็จ เป็นบ้านน้อยแสนอบอุ่นใต้ต้นจามจุรี
          นี่แหละฮะ...ไลฟ์สไตล์ของคนในศูนย์ฯ ป๋วย รุ่นล่าสุด ได้หมดทุกคนแล้วนะเนี่ย..ขอเมาท์อีกสักคนเดียว  คือ “ป้าแอ๊ด” ศรีสกุล บุญยศักดิ์ ผู้ช่วยของ “ผอ.ป้าหมู”เค้าล่ะ....เห็นกันอยู่หลัดๆ...เอ๊ย..เห็นกันอยู่ทุกวัน  แต่เห็นไกลๆ แกชอบแต่งตัวแปลกๆ เหมือนยายผมที่บ้านนอก เช่น บางวันแกก็นุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้า  บางวันใส่หมวก  บางวันใส่แว่น  บางวันนุ่งกระโปรงหรูหราห้าแต้ม  บางวันทำโจ๋สะพายย่าม  ไม่รู้จะเอายังไง  ตามแฟชั่นแกไม่ทันจริงๆ  เรารู้ว่าแกคอยดูแลทุกข์สุขของคนที่นี่ เป็นมือเป็นเท้า เอ๊ย..เป็นหูเป็นตาแทนเวลาป้าหมูไม่อยู่  คอยกลั่นแกล้ง เอ๊ยกลั่นกรอง งานโครงการ งบประมาณ ตามนโยบายที่ป้าหมูรับมา ว่าจะไปหาข้อมูลกับแกสักหน่อย   ดูสิ.. ตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่หลายเดือนแล้ว  แกไม่เค๊ย.จะเข้ามาดูแลทุกข์สุขของเราใกล้ๆ เลย..เห็นแต่ชี้โบ๊ชี้เบ๊ถามคนอื่น  มีคนบอกว่าแกมักวนๆ เวียนๆ อยู่แถวออฟฟิศกับห้องอ่านหนังสือนี่แหละ…
 ฮั่นแน่.. เจอแล้ว.. นั่งอยู่ในห้องเล็กหรู ตรงห้องทำงาน ผอ.นี่เอง..  พอเห็นเราเดินไปหา เท่านั้นแหละฮะ  แกทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก   “ อุ๊ย ต๊าย ตาย..ว้าย!! กรี๊ด!! ..ควาย  ควาย เว้ย!!! ช่วยด้วยๆ..!!! ควายบุกออฟฟิศ .. ใครปล่อยไอ้สองตัวมาที่นี่  ชั้นกลัว..ชั้นกลัว !!!..ชั้นเคยโดนควายขวิดมาแล้ว  ไป๊ ..ไปให้พ้น  เหวย..เหวย..ใครมาลากไอ้สองตัวนี่ไปเข้าคอกที่เรือนไทยให้ที  อย่า..อย่าให้มันเข้ามาใกล้ชั้น....ชั้นกลัว..!! ”    
          ซะยังงั้น !! ...เราก็เลยต้องเผ่นกลับบ้านพักเรือนไทยของเราแทบไม่ทัน  ไม่รู้ว่าใครกลัวใคร กันแน่..เราก้อกลัวป้าแอ๊ดเหมือนกันนะ ขอบอก

                                                ลงชื่อ  บุญมี-บุญมา  ผู้รายงาน

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009 เวลา 12:20 น.)