ประสบการณ์เกษตรอินทรีย์ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ป๋วย อึ๊งภากรณ์


ประสบการณ์เกษตรอินทรีย์ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ป๋วย อึ๊งภากรณ์

นพดล  กลิ่นถนอม
หัวหน้าโครงการเกษตรอินทรีย์ บชท.

อาชีพการเกษตรมีความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาประเทศประเทศไทย  ทั้งนี้เพราะ ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศมีอาชีพเกษตรกรรม  ชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมประเพณี ล้วนเกี่ยวข้องกับการเกษตร
วิถีการเกษตรดั้งเดิมเป็นการผลิตที่ปลูกพืชแบบหลากหลายเพื่ออยู่เพื่อกิน  ตอบสนองความต้องการของครอบครัวและชุมชน  จนกระทั่งได้มีการรับระบบการเกษตรแผนใหม่ที่เรียกว่า “การปฏิวัติเขียว” วิถีการผลิตที่พึ่งพาธรรมชาติเปลี่ยนเป็นการผลิตพืชเชิงเดี่ยวตอบสนองต่อความต้องการของตลาด มีการใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี
การขายผลผลิตมุ่งเพื่อให้ได้เงินเป็นสำคัญ ได้ละเลยและเลิกให้ความสนใจต่อสภาพแวดล้อม และสุขภาพของผู้บริโภคและรวมทั้งผู้ผลิตเอง   ผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับกลับเป็นเพียงการมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น  และการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามายังเมือง  ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา
“สูงสุด คืนสู่สามัญ” น่าจะเป็นสัจจะธรรมของชีวิตที่ดีของเกษตรกร  บทเรียนความล้มเหลวของการทำการเกษตรแผนใหม่ได้ก่อให้เกิดกระแสการปรับวิถีการทำเกษตรมาเน้นที่การพึ่งพาตนเอง ใช้หลักพึ่งพิงความสมดุลของธรรมชาติ และการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่เกษตร

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นองค์พัฒนาเอกชน ได้ดำเนินการพัฒนาชนบทและสังคม มาเป็นเวลาร่วม 40 ปี ปัจจุบันพื้นที่ดำเนินการของศูนย์ ฯ อยู่ในจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคกลาง และมีความสำคัญในฐานะเมืองเกษตรกรรม ทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นพื้นที่ทำการเกษตร และใช้สารเคมีในการผลิต ศูนย์ป๋วย ฯ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ดำเนินการโครงการเกษตรอินทรีย์ ในปี 2547 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการทำการเกษตรแก่เกษตรกรภายในจังหวัด และผู้สนใจทั่วไป แบบปลอดสารเคมี เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายภายในท้องถิ่น  ทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรคือพื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูง  และสร้างผลผลิตทางการเกษตรเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้ของโครงการ

ปัจจุบันการดำเนินงานของโครงการเกษตรอินทรีย์ประกอบไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น แปลงสาธิตการปลูกพืชผัก แปลงสมุนไพรพร้อมอุปกรณ์กระจายน้ำฝอย (ยูเล็ม) เตาเผาน้ำส้มควันไม้ การเลี้ยงควาย  และการเพาะเห็ดฟาง  ลักษณะการดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย  เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน 
แปลงสาธิตการปลูกพืชผักอินทรีย์ มีเนื้อที่จำนวน 2 ไร่ เหตุที่ทำเพียง 2 ไร่ เพื่อต้องการทำเป็นต้นแบบว่าเกษตรกรที่มีพื้นที่เพียง 2 ไร่ ก็สามารถที่จะทำการเกษตรโดยสามารถที่จะมีรายได้ หรือเลี้ยงครอบครัว 1 ครอบครัวได้  และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรอินทรีย์โดยใช้พื้นที่น้อย ให้กับเกษตรกรทดลองทำดูก่อน เมื่อปรากฏผลว่าได้ผลสำเร็จเกษตรกรอาจขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น  การดำเนินงานในแปลงสาธิตมีการเลี้ยงปลาดุกในร่องสวน และปลูกพืช  ระบบการปลูกพืชเน้นหลักการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และปลูกพืชแบบหลากหลายชนิดเพื่อเป็นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ  ซึ่งนับว่าเป็นหลักการที่สำคัญของการทำ “เกษตรอินทรีย์”  พืชที่ปลูกเป็นพืชผักสวนครัว เช่น มะเขือ มะละกอ ผักกวางตุ้ง คะน้า ผักบุ้งจีน ฯลฯ ซึ่งในแปลงดังกล่าวจะไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีปราบศัตรูพืช แต่จะใช้ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ ซึ่งผลิตจากวัสดุธรรมชาติ  ส่วนการควบคุมศัตรูพืชใช้วิธีนำพืชสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ฯลฯ มาหมักกับกากน้ำตาลทิ้งไว้ และนำไปผสมน้ำฉีด  ผลผลิตที่ได้จากแปลงจะส่งให้กับทางโรงครัวของศูนย์ฯ ป๋วย และมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่  ซึ่งรายได้ที่ได้จากการขายผลผลิตจะนำมาใช้เป็นเงินลงทุนซื้อวัสดุทางการเกษตร  และเป็นค่าจ้างแรงงานในการดำเนินการโครงการ  ทั้งยังมีการจดบัญชีฟาร์มคือรายรับ-รายจ่ายของการดำเนินงานเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบการลงทุน และการวางแผนการระบบปลูกพืช 

แปลงสมุนไพรพร้อมอุปกรณ์กระจายน้ำฝอย (ยูเล็ม) เป็นแหล่งรวบรวมสมุนไพรนานาชนิด และเผยแพร่ความรู้ทางด้านสมุนไพร ทั้งยังมีอุปกรณ์กระจายน้ำฝอย (ยูเล็ม) ได้รับการสนับสนุนจาก ธกส.  เพื่อทดลองใช้กับการปลูกสมุนไพร

เตาเผาน้ำส้มควันไม้ ได้รับการสนับสนุนจากธกส.เช่นกัน ด้วยพื้นที่ภายในศูนย์ ฯ มีต้นไม้น้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง และตัดบางต้นที่ตาย ซึ่งกิ่งไม้ดังกล่าวสามารถนำมาใช้เผาถ่าน และได้น้ำส้มควันไม้ใช้สำหรับป้องกันศัตรูพืชในแปลงเกษตรได้ เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ 

การเลี้ยงควาย ศูนย์ ฯ ได้ซื้อควายด้วยเงินบริจาคเพื่อการนี้โดยเฉพาะจากคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตประธานมูลนิธิ ฯ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ควายไทย ช่วยลดปริมาณหญ้าที่ขึ้นรกภายในมูลนิธิ ฯ และมูลควายสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย

โรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้า เป็นการสาธิตเพื่อสร้างรายได้จากการจำหน่ายอีกกิจกรรมหนึ่ง มีการเพาะเลี้ยงก้อนเห็ด ปัจจุบันสามารถสร้างรายได้โดยการจำหน่ายให้กับโรงครัว และแม่ค้าที่เข้ามารับซื้อ

นอกจากกิจกรรมภายในศูนย์ ฯ แล้ว  โครงการเกษตรอินทรีย์ยังได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชัยนาท จัดทำโครงการค่ายปลุกจิตสำนึกเยาวชนสืบสานอาชีพเกษตรกรรม ในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2549  จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ 2 รุ่น รุ่นละ 100 คน รวมทั้งสิ้น 200 คน และโครงการค่ายเยาวชนตัวน้อยร้อยรักอาชีพเกษตรกรรรม (เยาวชนระดับประถมปลาย ) จำนวน 120 คน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนมีความสนใจที่จะสืบสานอาชีพเกษตรกรรม นับว่าได้รับความสำเร็จจากผลการดำเนินงานเป็นอย่างดี

ผลของการดำเนินโครงการด้วยระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา  โครงการได้รับความสำเร็จในระดับหนึ่ง และโครงการมีความพร้อมเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้ทางด้านการเกษตรโดยมีกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายไว้ให้ศึกษาเรียนรู้แก่เกษตรกร และผู้สนใจ  ซึ่งการดำเนินงานต่อไปในอนาคตจำเป็นที่จะต้องพัฒนากิจกรรมต่างๆ ที่มีอยู่  และให้ความสำคัญกับเรื่องของผลผลิตที่จะจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาใช้ในการดำเนินงานโครงการต่อไป 

แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009 เวลา 12:19 น.)