ศูนย์เด็กเล็ก รากแก้วของชีวิต
ศูนย์เด็กเล็ก รากแก้วของชีวิต
สมควร พักผ่อน “ครูแป้น”
แกนนำผู้ก่อตั้งโรงเรียนอนุบาลสุธิชา
ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าระบาด
ต.เที่ยงแท้ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท
ตั้งแต่เรียนจบ ป.4 จากโรงเรียนวัดสังฆาราม ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ที่อยู่ ใกล้บ้านแล้วก็ไม่ได้เรียนต่ออีก ต้องออกมาช่วยพ่อแม่เลี้ยงควายจนลืมหนังสือ อ่านหนังสือไม่ออกเลย ช่วงระหว่างเวลาดังกล่าวเมื่อ 40 ปีมาแล้ว อายุประมาณ 8 ขวบ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน และจัดตั้งโรงเรียนเด็กเล็ก ที่ ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เพื่อช่วยพัฒนาด้านสุขภาพ การศึกษา อาชีพเกษตรกรรม และอาชีพเสริม เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า เสริมสวย ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านพัก จึงเป็นโอกาสที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมทุกกิจกรรมที่จัดโดยมูลนิธิฯ แต่เนื่องจากอยากเรียนหนังสือมากๆ จึงเข้าไปแอบเรียนหนังสือในโรงเรียนเด็กเล็ก ที่เขาตั้งขึ้นที่บ้านท่าระบาดด้วย ตอนนั้นพี่ๆ ที่เป็นบูรณากรจากมูลนิธิฯ เช่น คุณสมชาย ยกตรี คุณเดช รัชฏาวงศ์ และพี่คนอื่นๆ อีกหลายคน ผลัดกันมาประจำอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ปฏิบัติการบูรณะชนบท เขตตำบลเที่ยงแท้ เป็นเหมือนครูสอนให้ พวกพี่ๆ สอนอะไรให้ เราก็เรียนรู้ไปด้วยทุกอย่าง
วิ่งเข้าวิ่งออกโรงเรียนเด็กเล็กจนอายุประมาณ 14 ปี พอจะเป็นน้ำพักน้ำแรงได้ แม่ก็ส่งไปเป็นลูกจ้างที่กรุงเทพฯ พักหนึ่ง หลังจากนั้นจึงกลับมาบ้าน และเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนเด็กเล็ก อีกเป็นระยะๆ ตอนนี้แหละที่พออ่านหนังสือออกได้บ้าง จนกระทั่งมีการเปิดสอนการศึกษาผู้ใหญ่จึงได้มีโอกาสเข้าเรียนและสอบเทียบได้อย่างเป็นทางการจนจบชั้นประถมปีที่ 7 และเรียนวิชาชีพเสริมไปด้วย เพราะทำมาหากินได้






ช่วงนี้ได้ทั้งประสบการณ์และความรู้ สำหรับชาวบ้านในสมัยนั้นแหล่งงานที่จะเรียนรู้อาชีพและทำเงินได้ที่ดีที่สุดคือกรุงเทพฯ และเริ่มจะโตพอที่จะกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว จึงตามน้าสาวเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง ทำงานหาเงินส่งบ้านและเลี้ยงดูตัวเองอยู่หลายปี โชคดีที่ได้นายที่ดีๆ หลายท่านช่วยสั่งสอน ช่วยให้เพิ่มประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมากขึ้นไปอีก
ประมาณปี 2534 โรงเรียนเด็กเล็ก บ้านท่าระบาดของมูลนิธิบูรณะชนบทฯ เริ่มประสบปัญหาขาดแรงสนับสนุน เนื่องจากมูลนิธิฯ กำลังชะงักการดำเนินการเพราะความเข้าใจผิดทางการเมือง แต่โรงเรียนเด็กเล็กก็ยังดำเนินการอยู่ต่อไปอย่างอ่อนแรงเต็มที ครูสอนเด็กเล็กในช่วงนั้นกำลังจะลาออก ระหว่างที่เรากลับมาเยี่ยมบ้าน ก็ได้รับรู้สถานการณ์มาโดยตลอดเพราะโรงเรียนเด็กเล็กอยู่ติดๆ กับบ้าน เลยเกิดความรู้สึกสงสารเด็กที่กำลังเรียน และคิดว่ายังมีเด็กที่ต้องการโอกาสในการเรียนเหมือนเราอีกหลายคน
นึกถึงตอนที่เราอยากเรียนหนังสือแล้วไม่ได้เรียน เพียงเพราะว่าบ้านเรายากจน ถ้าไม่ได้พี่ๆ ที่มูลนิธิฯ สอนให้ เราก็คงจะลืมหนังสือไปแล้ว เด็กๆ ที่อยู่ในโรงเรียนเด็กเล็กนี้ ก็เป็นลูกๆ หลานๆ ของคนบ้านเราทั้งนั้น ขณะนี้เราเองก็พอจะมีความรู้อยู่บ้าง แค่สอนเด็กเล็กให้อ่านหนังสือออกเหมือนเรา แค่นั้นก็น่าจะพอทำได้ พี่ๆ บูรณากรเป็นคนจากที่อื่นแท้ๆ เขายังมาเสียสละสอนให้ได้เลย ถ้าจะปล่อยให้โรงเรียนเด็กเล็กต้องเลิกไปเพราะวิกฤติทางการเมือง เด็กๆ ก็คงไม่มีที่เรียน ต้องรอจนกว่าจะโตเข้าโรงเรียนวัดได้ ทำให้ตัดสินใจลาออกจากงานในกรุงเทพฯ เข้ามาทำงานที่โรงเรียนเด็กเล็ก บ้านท่าระบาด กลับมาเป็นผู้ดูแลเด็ก โดยอาศัยประสบการณ์จากที่เคยได้เรียนรู้ และได้รับการดูแลจากพี่ๆ ในมูลนิธิบูรณะชนบทฯ
ขณะนั้น พี่ๆ บูรณากรกำลังจะอำลาศูนย์ปฏิบัติการไปหมดแล้ว เพราะเกรงจะเข้าข่ายมีปัญหาทางการเมือง เมื่อต้องมารับรู้สถานการณ์ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว จึงต้องสัญญากับตัวเองว่าจะต้องกลับมาสร้างความเจริญก้าวหน้าให้โรงเรียนเด็กเล็ก ให้เหมือนกับตอนที่เริ่มต้นให้ได้ เพราะจะมีประโยชน์ต่อเด็กในชุมชนอย่างมากเหมือนกับที่เราได้รับประโยชน์มาแล้ว ระหว่างนั้นเป็นเวลาเปิดเทอมพอดี มีเด็กเรียนอยู่ 9 คน มูลนิธิฯ ยังคงมีเงินทุนให้ค่าตอบแทนแก่ครูพี่เลี้ยงอยู่เดือนละ 400 บาท อาศัยว่ามีบ้านพ่อแม่ให้อยู่กิน จึงดำเนินชีวิตอยู่ได้






จากนั้นก็ไปสมัครเรียนการศึกษานอกโรงเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ ไหนๆ ก็จะเป็นครูสอนเด็กให้ได้แล้ว ก็ต้องเรียนเพิ่มเติมเสียหน่อย ดูแลเด็กไปเรียนไปจนจบมัธยมต้น แล้วไปต่อปริญญาตรี สถาบันราชภัฎนครสวรรค์ เรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ จนได้ปริญญาตรี วทบ. แล้วไปเรียนเพิ่มจนได้รับประกาศนีบัตรสาขาวิชาชีพครู ทำงานเป็นพี่เลี้ยงโรงเรียนเด็กเล็ก อยู่เป็นระยะเวลา 9 ปี ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 700 บาท และ1,000 บาทต่อเดือน ตามลำดับ
ต่อมาเริ่มมีบทบาทในชุมชนเพราะชาวบ้านมอบหมายให้เป็นอาสาสมัครทำงานแทนชุมชน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษา เนื่องจากเป็นครูพี่เลี้ยงที่ทำงานต่อเนื่องในท้องถิ่นมานาน คุ้นเคยและมีประสบการณ์กับการทำงานในชุมชนของพี่ๆ บูรณากรมูลนิธิฯ ในสมัยนั้น ทำให้ทำงานร่วมกับชุมชนได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีการติดต่อประสานงานเชื่อมโยงกับองค์กรภาครัฐและเอกชนแทนชุมชนมากขึ้นด้วย จึงต้องหารุ่นน้องที่จบ ปกศ.สูง มาช่วย โดยแบ่งเงินเดือนของตนเองให้ครึ่งหนึ่ง เพราะไม่รู้จะไปขอรับการสนับสนุนจากใคร
จนกระทั่งเมื่อปี 2542 มีโครงการกองทุนเพื่อสังคมของภาครัฐ (SIF) เข้ามาในหมู่บ้าน จึงได้เรียนรู้และทำโครงการเสนอขอสร้างศาลาเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าระบาด
ปี 2545 จำนวนนักเรียนมีเพิ่มมากขึ้น จึง ของบประมาณต่อเติมศาลาให้เป็นอาคารเรียน ซึ่งก็คือสภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กท่าระบาดในปัจจุบันนี้
อย่างไรก็ตาม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าระบาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ อบต.เที่ยงแท้ แม้จะเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดีเด่น ใน อำเภอสรรคบุรี แต่ก็ยังไม่สามารถขยายการศึกษาออกไปถึงระดับอนุบาลเพื่อให้เด็กได้มีวุฒิการศึกษานำไปเรียนต่อสถานที่ใหม่ได้ เด็กที่จบจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ยังต้องออกไปเรียนต่อโรงเรียนอนุบาลนอกชุมชน ทำความลำบากให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง เป็นที่รู้กันอยู่ แต่ยังไม่รู้จะหาทางแก้ไขอย่างไร แม้จะรู้หนทางแก้ไข แต่ก็เกินกำลังตนเอง
จึงนำความไปปรึกษาแกนนำชาวบ้านในชุมชน ตำบลเที่ยงแท้ ซึ่งเห็นพ้องต้องกันว่าควรสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ในชุมชนของเราอีกแห่งหนึ่ง โดยให้ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการตามระบบการศึกษา เพื่อรองรับเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าระบาด
ประมาณปี 2548 แกนนำชาวบ้าน บ้านท่าระบาด ประมาณ 15 คน จึงได้พร้อมใจกันร่วมวางแผนจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลสุธิชา โดยวิธีการ รวมทุน รวมหุ้น ขายหุ้นกันเองภายในชุมชน เสนอแนวคิดไปขอการสนับสนุนจากผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจภายในชุมชน วางแนวทางการส่งเสริมการศึกษาให้เด็กๆ ลูกหลานในชุมชน ตำบลเที่ยงแท้ เพื่อขยายศักยภาพไปจนถึงระดับประถมปลาย รวมทั้งหวังจะให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาผู้ใหญ่ภายในชุมชนเพื่อช่วยรัฐ ช่วยผู้ที่ว่างงานให้มีงานทำมีอาชีพ และได้พัฒนาลูกหลานตนเองให้อยู่ในสังคมโดยไม่ก่อปัญหาให้สังคมดังเช่นปัจจุบัน คล้ายกับศูนย์ปฏิบัติการบูรณะชนบทฯ ได้เคยทำมาแล้วในอดีต และเกิดประโยชน์ต่อเราต่อชุมชนของเรามาจนถึงทุกวันนี้



ช่วงเวลาดังกล่าว ได้เข้าไปประชุมคณะกรรมการพัฒนาสตรี (Woman in Small Enterprise= WISE) ในฐานะแกนนำจังหวัดชัยนาท ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มูลนิธิบูรณะชนบทฯ จังหวัดชัยนาท บังเอิญไปพบ “พี่หมู” คุณศิริวรรณ เจนการ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้จัดหาเงินกองทุนจากประเทศแคนาดา มาเริ่มต้นให้คณะกรรมการชุดนี้บริหารงานด้านอาชีพชุมชน 10 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อุทัยธานี ลพบุรี นครสวรรค์ พิจิตร อ่างทอง สุโขทัย สุพรรณบุรี และกำแพงเพชร
โครงการแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นที่มาของการส่งเสริมอาชีพ OTOP ทุกวันนี้ กองทุนที่พี่หมูดำเนินการให้ เริ่มต้นจาก 500,000 บาท ก็ยังคงอยู่และงอกเงยเพิ่มพูนอยู่ในองค์กรของเรา แม้จะมีเม็ดเงินจากภาครัฐมาสนับสนุนชุมชนอีกหลากหลายโครงการ แต่เงินกองทุนของเราก็ยังเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกรุ่นเดิมๆ อย่างมั่นคง บอกกับพี่หมูว่าเรายังยึดมั่นในสินเชื่อแบบสัจจะ มีคณะกรรมการเหลืออยู่ 8 จังหวัด ที่ขาดไปเพราะป่วยมาไม่ได้ก็มี กรรมการได้ร่วมกันพิจารณาสินเชื่อให้สมาชิกผู้ประกอบอาชีพอย่างเป็นธรรม ไม่เคยมีปัญหาการเบี้ยวหนี้ จนขณะนี้มีเงินในกองทุนคงเหลืออยู่ประมาณ 1 ล้านบาทเศษ
ได้เล่าเรื่องการสร้างโรงเรียนสุธิชา ของชุมชนบ้านท่าระบาดให้พี่หมูฟัง และขอว่าอยากเรียนรู้เรื่อง โรงเรียน School for Life ของมูลนิธิฯ ที่เชียงใหม่และพังงาด้วย แต่ยังขายหุ้นโรงเรียนไม่หมดเลย อยากได้ทุนดำเนินการสักประมาณ 1.5 ล้านบาท ชุมชนมีกำลังแค่ 500,000 บาทเท่านั้น กำลังปวดหัวกับการหาผู้ซื้อหุ้นโรงเรียนให้ครบอยู่ พี่หมูบอกให้เขียนสรุปแนวทางการดำเนินงานมาให้ดู และได้ให้การชี้แนะหลายอย่างที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา และรับปากว่าถ้าชุมชนร่วมมือร่วมใจ ตั้งใจทำดังที่เสนอนี้จริงๆ มูลนิธิฯ ก็จะช่วยสนับสนุนอีกแรงหนึ่ง แล้วพี่หมูก็ช่วยระดมผู้ถือหุ้นโรงเรียนจากนอกชุมชนให้ได้จริง ๆ

ตอนนี้ โรงเรียนอนุบาลสุธิชาเปิดดำเนินการได้แล้ว มีเด็กๆ เข้าเรียนในปีเริ่มต้น 30 คน โดยมูลนิธิฯกรุณาสนับสนุนเรื่องการระดมทุนให้ แม้จะยังไม่ครบตามจำนวน แต่โรงเรียนเล็กๆ ในชุมชนระดับนี้ถือว่าดีที่สุดแล้ว เรื่องของการพัฒนาข้างหน้าก็จะค่อยเป็นค่อยไปตามความฝันของชุมชน
ตอนนี้ตัวเองยังมีปัญหาด้านสุขภาพ เพราะต้องทำงานหนักเพื่อพัฒนาเด็ก พัฒนาโรงเรียน ประสานกับชาวบ้านในชุมชน ประสานกับภาครัฐและองค์กรเอกชน
จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้ยังจะต้องเหนื่อยอยู่ แต่เป็นความเหนื่อยที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความสุข สุขใจที่ได้มีโอกาสตอบแทนชุมชน ตอบแทนบ้านเกิด ตอบแทนสังคมที่เคยให้เรามา เหมือนดังที่พี่มูลนิธิฯ เคยเป็นตัวอย่างเอาไว้ เป็นความภาคภูมิใจ ถึงจะไม่มีใครรับรู้ ก็มีความสุขได้
และระลึกไว้เสมอว่าชีวิตนี้เริ่มต้นสองครั้งจากมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ จนยืนหยัดได้ด้วยตนเอง จะมั่นคงแค่ไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของเราและชุมชนของเรา ที่มาถึงจุดนี้ได้เพราะเราได้พยายามเดินบนเส้นทางความจริง ความงาม ความดี ของอาจารย์ป๋วย และเราก็จะใช้เส้นทางนี้สอนลูกหลานของเราต่อไป ขอบคุณพี่ๆ ในมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และจะตั้งปณิธานไว้ว่าขอเป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์ สืบสานเจตนารมณ์ของอาจารย์ป๋วย ด้วยอีกสักคนเถิด
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009 เวลา 12:19 น.)


