สถาบัน Thai RuralNet
เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนเพื่อชนบทและสังคม (Thai RuralNET, TRN) กำเนิดจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถจะเปลี่ยนแปลงโลกไ
ปในทางที่ดีขึ้นได้ ก่อนที่จะมาเป็น TRN นั้นได้มีการรวมตัวของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อคุยกันเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศกับระบบเศรษฐกิจสังคมในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือในระดับชนบท ในช่วงนั้นเองได้มีสมาชิกคนหนึ่งไปเห็นโปสเตอร์ของธนาคารโลกเชิญชวนให้ส่งโครงการไปประกวดเกี่ยวกับเรื่องการใช้ ICT เพื่อการพัฒนาชนบทพอดีเหมือนกับเรื่องบังเอิญครั้งใหญ่ ทีมพวกเราก็เลยรีบระดมสมองแล้วส่ง proposal ไปให้ทางธนาคารโลก ตอนแรกก็คิดว่าคงเป็นงานระดับนักศึกษาเพราะโปสเตอร์มาติดไว้ที่หน้าคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ผมเองยังจำได้ว่าได้รับโทรศัพท์จากธนาคารโลกบอกว่าทีมเราผ่านเข้าเป็น finalist หรือผู้เข้ารอบสุดท้ายซึ่งก็ทำให้ดีใจอย่างมาก และแอบนึกในใจอยู่ว่าไอ้ที่เสนอไปนั้นเราจะต้องทำจริงๆ หรือเปล่า จะทำได้หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมากนัก จนไปเข้าร่วมงานนำเสนอโครงการที่เข้ารอบสุดท้ายที่จัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรีล่า กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้ทีมงานช็อกตกใจกันไปหมด เพราะนอกจากจะได้ check-in ไปอยู่ที่ห้อง suite อย่างหรูเพื่อเตรียมตัวนำเสนอในวันรุ่งขึ้นแล้ว ยังเพิ่งรู้ว่าจริงๆ ไม่ใช่งานระดับนักศึกษาอย่างเดียวตามที่เคยเข้าใจ แต่เป็นการแข่งขันระดับประเทศ มีผู้เข้าร่วมแข่งขันจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีชื่อเสียง บริษัท IT หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เราเป็นเพียงนักศึกษากลุ่มเดียวที่หลุดเข้าไปในรอบนี้
เราลองเดินดูบอร์ดประกอบการนำเสนอของทุกโครงการก็พบว่าเราเป็นรองอยู่มาก เทียบพวกเขาไม่ติดทั้งความคิด รายละเอียด เทคโนโลยี ฯลฯ ผลก็คือทีมงานทั้งหมดได้ถอดใจในคืนนั้นว่าคงไม่มีทางนำเสนอให้สู้คนอื่นได้ในวันรุ่งขึ้น แต่สุดท้ายสมาชิกคนหนึ่งซึ่งเด็กที่สุดในทีมก็เกิดความคิดบรรเจิดขึ้นว่า จริงๆ แล้วเราควรจะมองว่าจุดแข็งของเราคืออะไร แล้วขายโครงการด้วยจุดนั้น ซึ่งแน่นอนจุดแข็งที่สุดของเราก็คือการที่เราเป็นตัวแทนของโครงการนักศึกษา ซึ่งสุดท้ายก็ขายความเป็นนักศึกษาว่าโครงการเราจะพยายามระดมความช่วยเหลือจากนักศึกษามากมายให้หันมาสนใจทำงานพัฒนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่สักแต่จะออกค่ายพัฒนาแบบเดิมๆ ตลอดไป และหากโครงการเราได้รับการสนับสนุนก็ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีกับนักศึกษากลุ่มอื่นๆ ว่าพวกเขาสามารถทำงานเพื่อสังคมได้อย่างจริงจังระหว่างที่เรียน และสามารถหาการสนับสนุนจากหน่วยงานขนาดใหญ่เช่นธนาคารโลกได้อีกด้วย
ผลก็คือกรรมการตัดสินชอบใจจุดขายนี้มาก โดยประธานกรรมการตอนนั้นคือคุณอานันท์ ปัณยารชุน ก็ได้ตกลงให้ TRN เป็นหนึ่งในโครงการที่ชนะการประกวดและสนับสนุนโครงการ Thai RuralNET เป็นจำนวนเงินเกือบสี่แสนบาท จากเดิมที่ขอไว้เพียงราวสองแสนบาท เพราะกรรมการเห็นว่าไม่สามารถจะทำงานที่เสนอไว้ได้ด้วยงบประมาณที่ขอไว้ ซึ่งเป็นโครงการเดียวที่ได้รับทุนสนุนมากกว่าที่ขออีกเท่าตัว
ผมยังจำได้ในวันนั้นว่าในเวลาชั่วข้ามคืน Thai RuralNET ได้กลายสภาพจากโครงการที่ไม่มีตัวตนกลายเป็นโครงการที่เชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรและบุคคลชั้นนำในวงการพัฒนา เพราะธนาคารโลกพยายามส่งเสริมให้นักศึกษากลุ่มเล็กๆ เข้าไปอยู่ในแวดวงของนักพัฒนา จนทำให้สามารถเติบโตระดมทุนทรัพยากรได้ด้วยตัวเองในที่สุด 


ในช่วงแรกนั้นเมื่อโครงการ Thai RuralNET ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก ขณะนั้นทีมงานส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปี 3 และปี 4 จึงได้ขอความสนับสนุนจากคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งได้ให้ห้องพักอาจารย์มาเป็น office แห่งแรก ซึ่งมี อาจารย์อภิชัย พันธุเสน เป็นที่ปรึกษาและอยู่ห้องข้างๆ ในช่วงแรกนั้น TRN เป็นองค์กรอาสาสมัครล้วนๆ ผมเองก็แทบไม่ค่อยได้เข้าเรียนเพราะมัวแต่ไปทำกิจกรรมต่างๆ ของ TRN
ปรากฏว่าโครงการแรกที่เราทำล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะพยายามจะไปช่วยทำเว็บไซต์ e-commerce ให้สหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใน กทม. เพราะคิดว่าเขามีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ หากไปช่วยก็จะได้ผลมาก แต่ปรากฏว่าการพยายามทำเว็บไซต์นั้นย่อมทำให้สหกรณ์มีความโปร่งใสมากขึ้นในเชิงข้อมูล อาจทำให้ความสัมพันธ์ของสหกรณ์กับสมาชิกที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนไป สหกรณ์ก็เลยไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเรานัก สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว
สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อเราไปคุยกับกระทรวงเกษตรฯ ผ่านส่วนงานด้านยุวเกษตร เราก็เลยได้ไปร่วมงานกับกลุ่มยุวเกษตรที่ท่านัด ราชบุรี งานหลักๆ ก็คือการทำเว็บไซต์ให้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่นั่นให้สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเกษตรที่สำคัญต่างๆ ได้ เช่น เรื่องราคา ตลาด โรคพืช และความรู้ต่างๆ ซึ่งก็เป็นที่สนุกมาก เพราะสุดท้ายก็เกิดเป็นเว็บไซต์ที่มีแต่รูปและมีสีขาวดำเพื่อให้ชาวบ้านใช้ได้ง่ายๆ ขณะที่ไม่เสียเวลาในการ download มากนัก เช่นข้อมูลราคาก็จะเป็นรูปกระดานราคา ข้อมูลตลาดก็เป็นรูปคนขายของ ข้อมูลความรู้ด้านการเกษตรเป็นรูปคนขี่ควาย ข้อมูลการพยากรณ์สถานการณ์ทางการเกษตรก็เป็นรูปหมอดู เป็นต้น ผลก็คือชาวบ้านกลุ่มนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลราคาตามตลาดสำคัญๆ ที่เราทำ link ไปยังเว็บราคาของกระทรวงเกษตรซึ่งอยู่ลึกมากนั้น จนชาวบ้านสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามานั่งฟังราคาในสถานีวิทยุท้องถิ่น และสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางได้ดีขึ้นหลายสตางค์ต่อกิโลกรัม ซึ่งทำให้ชาวบ้านสนใจเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตขึ้นมาทันตาเห็น และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้
อย่างมั่นใจ ในที่สุดพื้นที่ตรงนั้นก็กลายเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์ชุมชน
ในช่วงนั้นเรายังได้เริ่มอีกกิจกรรมหนึ่ง คือการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน (Community-based tourism) ซึ่งเริ่มจากการที่มีสมาชิกคนหนึ่งของ TRN ได้ไปค่ายอาสาฯ ที่หมู่บ้านคลองเรือ ปะโต๊ะ ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าลึกสวยงามมาก ชาวบ้านอยากทำท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์แบบชาวบ้านดูแลกันเอง สุดท้ายก็ได้ทำร่วมกับ TRN โดยไปช่วยศึกษาวิธีทำ ไปช่วยพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่กรุยทางถางหญ้า ขึ้นป้าย ทำเอกสารแนะนำต่างๆ และทำการตลาดง่ายๆ ร่วมกับชาวบ้าน จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน มีคนไปเที่ยวทุกๆ เดือนต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน นอกจากจะเพิ่มรายได้ให้ชุมชนโดยแบ่งเงินไปสร้างสรรค์ชุมชน เช่น โรงเรียน ห้องสมุด เป็นต้น ยังทำให้ชุมชนภูมิใจและเห็นคุณค่าของพื้นที่และวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตแบบง่ายๆ และพอเพียงของตนที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนประทับใจ
อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทีม TRN ได้ลงไปทำในช่วงนั้นก็คือการช่วยเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านอีสาน โดยเฉพาะในพื้นที่ของปราชญ์คนหนึ่ง ณ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เราเข้าไปช่วยจัดระบบข้อมูลและทำสื่อการเรียนรู้สำหรับชาวบ้านเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาทางการเกษตรต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สื่อที่ทำแล้วได้รับความนิยมสูงสุดก็คือ VCD ชาวบ้านที่มีเครื่องรับโทรทัศน์ก็มักจะมีเครื่องเล่น หรือไม่ก็มาดูกันที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน เราไปช่วยให้ปราชญ์ชาวบ้านบางคนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานและการนำเสนองานจนดังไปทั่วประเทศ ที่สำคัญก็คือเราไปช่วยจัดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างปราชญ์ชาวบ้าน ชาวบ้านที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่น และนักวิชาการเกษตร ให้มาระดมสมองพัฒนานวัตกรรมในการแก้ปัญหาความยากจน โดยวิถีเกษตรอินทรีย์ในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่เรียกว่า ‘เกษตรปราณีตหนึ่งไร่’ ซึ่งฮิตในหมู่ชาวบ้านทั่วประเทศในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสำเร็จเราก็มองเห็นปัญหาบางอย่าง อาทิ
การประชุมชาวบ้านที่มีเงินเบี้ยเลี้ยงก็ส่งผลเสีย เพราะทำให้ชาวบ้านมาเอาเงิน ถ้าไม่จ่ายเงินก็จะไม่มีชาวบ้านมา
หรือการที่ปราชญ์ชาวบ้านบางคนเมื่อมีชื่อเสียงมากๆ ก็ไม่มีเวลามาดูแลชาวบ้าน บินไปประชุมที่นั่นที่นี่ตามคำเชิญของนักวิชาการและองค์กรพัฒนาฯ ทั้งหลาย จนเกิดความห่างเหินในชุมชน
หรือบางครั้งในเครือข่ายระดับชุมชนมีปัญหาความไม่โปร่งใสทางการเงิน โดยใช้คำว่า ‘ชาวบ้าน’ มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำบัญชีการเงินแบบง่ายๆ ด้วยซ้ำ
สุดท้ายก็เกิดเป็นเครือข่ายใหม่ที่ชื่อ เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาได้ทั้งหมด มีสมาชิกเป็นชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน และมีความยั่งยืนทางการเงินโดยไม่ต้องขอเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าทั้งหมดอีกด้วย
จากตัวอย่างประสบการณ์ที่กล่าวมาของ TRN จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วนักศึกษามีพลังความคิดสร้างสรรค์ และสามารถขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างมากมายและยั่งยืน ปัญหาที่สำคัญก็คือมุมมองของนักศึกษาจำนวนมากที่ไม่เชื่อมั่นในพลังของตน และไม่สามารถใช้ความเป็นนักศึกษาซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของพวกเขาให้เกิดประโยชน์ได้
เราจึงอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้ในฐานะที่ปี 2550 นี้จะเป็นปีแห่งการให้และอาสาสมัครเพื่อฉลอง 80 ปีในหลวง และเราจำเป็นต้องช่วยกันอาสาคนละไม้คนละมืออย่างสร้างสรรค์เพื่อทำให้ประเทศชาติเราพ้นจากวิกฤตการณ์ ที่เกิดจากความโลภและความไม่ใส่ใจดูแลกันและกันในสังคมทุนนิยม ให้ค่อยๆ กลายเป็นสังคมที่พอเพียงและดูแลกันและกันได้อย่างมีความสุขในที่สุด



แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 09 พฤศจิกายน 2009 เวลา 14:25 น.)